The Brain-based Leadership

 

 

ข้อคิด 7 ประการของ Brain-based Leadership

เทรนด์ล่าสุดของการพัฒนาผู้บริหารยุคใหม่ หนึ่งในหัวข้อที่ีมีคนฟังมากที่สุดที่ American Society of Training and Development (ASTD) Conference ใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ด้านสมองมาประยุกต์กับการสร้างภาวะผู้นำ เรียกว่า Brain-based Leadership

ฟันธง ตรงประเด็นทีละข้อเลยแล้วกันนะครับ ข้อคิดที่ผู้นำทุกคนควรรู้เกี่ยวกับ 'สมอง' ของเรา

1. สมองส่วนที่เป็น 'อารมณ์' ของเรามีขนาดใหญ่กว่าส่วนที่เป็น 'เหตุผล' ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อภาวะผู้นำอย่างมาก โลกที่ทำงานเป็นโลกที่ต้องการเหตุและผล แต่มนุษย์ (ทั้งหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน และลูกน้อง) เผอิญเป็นสัตว์แห่งอารมณ์ เหตุผลกับอารมณ์จึงเป็นลิ้นกับฟันที่กระทบกันอยู่เรื่อยๆ ข้อแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับผู้นำคือ slow down ก่อนจะทำอะไรให้เวลาสติตามสมองให้ทัน

2. สมองมนุษย์ไม่สามารถคิดหลายอย่างได้พร้อมกัน อ้าว แล้ว multi-tasking ล่ะทำได้ไหม? ได้ แต่ถ้าต้องใช้สมอง 'คิด' กับมากกว่าหนึ่งเรื่องในเวลาเดียวกัน ประสิทธิภาพจะลดลง ความผิดพลาดจะเพิ่มขึ้น หากปัจจุบันผู้นำคิดว่าสามารถ task-switching ได้ดี ลองแบ่งเวลาโฟกัสให้เป็นเรื่องๆไป อย่าตั้งคำถามพร้อมกันทีละหลายข้อ อย่าเช็คเมล์ทุกสองนาที แล้วอาจเซอร์ไพรส์กับความ 'เทพ' ของสมองตัวเอง

3. ธรรมชาติการทำงานของสมองเน้น 'เร็ว' และ 'หยาบ' สมองมีความสามารถต่ำในการจดจำสิ่งต่างๆให้ครบสมบูรณ์ แต่มันเอาตัวรอดด้วยการปะติดปะต่อเรื่องราวของมันเอง ในชีวิตประจำวันผู้นำจึงมักพบการหาเหตุผลหลังการตัดสินใจ(ไปแล้ว) วันนี้พูดอย่าง อีกวันพูดอีกอย่างไม่ใช่เรื่องแปลก

แต่เป็นธรรมชาติของสมอง ข้อแนะนำคือ จดบันทึก ทวนความเข้าใจ ทำข้อตกลงที่สำคัญให้เป็นลายลักษณ์อักษรที่สุดเท่าที่ทำได้

4. ประสิทธิภาพของสมองในการใช้เหตุผลและการควบคุมมีจำกัด ตัวแปรแห่งความสำเร็จของผู้นำไม่ได้ขึ้นอยู่กับไอคิว แต่เป็นความสามารถในการควบคุมอารมณ์ชั่ววูบ (impulse control) คติพจน์หนึ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจของผู้นำคือ 'ก่อนพูดเราเป็นนายมัน แต่หลังพูดมันเป็นนายเรา' หากสมองยิ่งล้า ความสามารถในการควบคุมยิ่งลด ข้อแนะนำคือ พิจารณาเรื่องยากๆตอนเช้า ตอนที่สมองเรายังสดชื่นตื่นตัว หากมีปัญหาเข้ามาตอนเย็นควรตอบว่า 'จะให้คำตอบพรุ่งนี้เช้า'

5. สมองให้น้ำหนัก 'ความกลัว' มากกว่า 'ความหวัง' หมายถึง คนเราจดจำและมีอารมณ์ร่วมกับข้อผิดพลาดหรือข้อตำหนิมากกว่าคำชมเชยประมาณ 5 เท่า หากใครด่าเราหนึ่งครั้ง เค้าต้องชมเราห้าครั้งเราจึงจะกลับไปอยู่ที่เดิม ความกลัวทำให้สมองมนุษย์เครียด หยุดการคิดสร้างสรรค์ ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง มุ่งที่เอาตัวรอดเป็นหลัก ข้อคิดสำหรับผู้นำคือ ลองพิจารณาว่าปัจจุบันอัตราส่วนการชมเชยต่อการตำหนิของคุณอยู่ที่ิเท่าไหร่? ห้าต่อหนึ่งหรือหนึ่งต่อห้า?

6. โดยทั่วไปสมองผู้หญิงมีความตื่นตัวมากกว่าสมองผู้ชาย อัตราส่วนของผู้บริหารระดับสูงในประเทศไทยเติบโตจาก 33% เมื่อไม่กี่ปีนี้เป็นเกือบ 50% ลูกน้องเองก็บอกว่านายที่เป็นผู้หญิงดีกว่านายที่เป็นผู้ชาย เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะด้วยฮอร์โมนทำให้เพศหญิงมีความกระตือรือร้นและ sensitive กว่าเพศชาย ซึ่งเหมาะกับโลกที่ละเอียดอ่อนเรื่องการบริหารและบริการ 'คน' ข้อแนะนำสำหรับผู้นำคือ ถ้าบริหารสมองผู้ชายหาทางกระตุ้นอย่าให้เฉื่อย ส่วนบริหารสมองผู้หญิงพวกเธอมีแนวโน้มจะคิดมากและเครียดเกินไปได้ง่าย ต้องให้โอกาสระบายบ้าง

7. สมองต้องการสมาธิและความสงบในการคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่ตรงกันข้ามคือความกดดัน ความกลัว และสิ่งรบกวน ในโลกที่โจทย์แห่งการแข่งขันคือนวัตกรรม และโจทย์แห่งนวัตกรรมคือไอเดียที่สร้างสรรค์ พยายามสร้างวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้นำเห็นอะไรใหม่ๆหลายๆด้าน พลิกวิกฤติให้เป็นมุมบวก ให้เวลาสิ่งเหล่านั้นตกผลึก 'ฟัง' ความคิดอย่างเปิดใจ สนับสนุนให้มีโอกาสลองผิดลองถูก และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริม

เพียง 7 ประการนี้ คุณผู้อ่านคงพอเห็นแล้วว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับสมองช่วยให้ผู้นำสามารถเข้าใจ 'แก่น' การคิดของตนเองและคนรอบข้างได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้มุมมองใหม่ๆในการพัฒนาทั้งชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวครับ


                                                                                    ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์
 Consulting Partner
 บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด
ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาบุคลากร และองค์การ
www.facebook.com/OrchidSlingshot