The จั๊กจี้ Principle

แรงบันดาลใจของเรื่องนี้เกิดขึ้นระหว่างการขับรถพาลูกๆไปสังขละบุรีเมื่อปีใหม่ที่ผ่านมา

ระหว่างเส้นทองผาภูมิ - สังขละ คุณผู้อ่านคงทราบว่าเส้นทางคดเคี้ยวไปมา เด็กๆหลับสนิทจึงไม่เดือดร้อน แต่คุณภรรยาไม่หลับ สักพักเริ่มออกอาการเมารถหน้าซีด ถึงสังขละอารมณ์พาลหงุดหงิดต่อเนื่องไปทั้งวัน

คำถามที่ผมสงสัยคือ "ทำไมผมจึงไม่เมารถ ขณะที่เธอเมา?" คำตอบจริงๆเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ข้อคิดที่เกิดขึ้นในหัวคือ "เพราะผมรู้ว่าทางจะเป็นอย่างไร แต่เธอไม่รู้" คนขับจึงไม่เคยเมารถ ทั้งๆที่หากย้ายไปเป็นคนนั่งเป็นอ้__กระจาย

เป็นที่มาของหัวข้อเรื่องวันนี้ "The จั๊กจี้ Principle"

แปลกไหมครับ ทำไมคนอื่นจั๊กจี้เราได้ แต่เราจั๊กจี้ตัวเองไม่ได้ ให้เป็นคนที่บ้าจี้ขนาดไหน ผมยังไม่เคยเห็นเคสที่มนุษย์สามารถจั๊กจี้ตัวเองได้ นั่นเป็นเพราะเวลาจี้เอวตัวเอง "เรารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น" แต่เวลาคนอื่นทำ "เราไม่รู้" ร่างกายจึงตอบสนองความไม่รู้ด้วยการรู้สึกจั๊กจี้ อยากห้ามตัวเองก็ห้ามไม่ได้

The จั๊กจี้ Principle เตือนเราว่าสมองมนุษย์ให้ความสำคัญอย่างมากกับการรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น (Expected) เพราะการรู้หรือไม่รู้อาจหมายถึงการรอดหรือไม่รอด ซึ่งเป็น KPI หลักของสมอง

เมื่อปี 2008 วารสาร Nature Neuroscience รายงานผลการทดลองที่น่าทึ่งว่าสมองมนุษย์ตัดสินใจก่อนเจ้าของจะรู้ เช่น สมมติคุณอยากหยิบดินสอขึ้นมาสักแท่ง นักวิจัยที่นั่ง "ดู" สมองของคุณ สามารถบอกได้ก่อนคุณจะรู้ว่่าตัวเองกำลังจะหยิบเสียอีก "จริงๆสมองคุณได้ตัดสินใจก่อนคุณไปเรียบร้อยแล้ว" Dr. Haynes ผู้ทำวิจัยกล่าว

อาจเปรียบทางพุทธศาสนาได้ว่า "จิตไปไวกว่าใจ"

สมองของผู้นำคาดการณ์ไปล่วงหน้าแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น ร่างกายเพียงแต่ทำตาม การเปลี่ยน Expectation ที่มันมีจึงเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งของสมอง เหมือนการถูกคนอื่นจั๊กจี้เรา

The จั๊กจี้ Principle ให้ข้อคิดกับผู้นำว่า การที่เจ้าตัวรู้หรือไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มีผลอย่างมากต่อสมองที่ Expected เหมือนเวลาขับรถ สาเหตุที่คนขับไม่เมาเพราะเขาไม่ได้เลี้ยวตามโค้งแต่เลี้ยวก่อนโค้ง คือรู้ว่ารถจะเลี้ยวไปทางไหนก่อนที่รถจะเลี้ยว ส่วนคนนั่งต้องเลี้ยวตามโค้งเพราะไม่ได้เป็นคนขับ คนขับไม่จั๊กจี้ แต่คนนั่งแทบขาดใจ สมองชอบเป็นคนขับ ไม่ชอบเป็นคนนั่ง

สำหรับผู้นำ 1) จะทำอะไรก็ตามพยายามอย่าให้สมองคนในทีมเซอร์ไพรส์ สื่อสารกันก่อน ให้แนวทางกันนิด อย่าจิ้มเอวลูกทีมให้สะดุ้ง อย่าปล่อยให้ลูกทีมเมารถ เพราะสมองพวกเขาจะพาลหงุดหงิดไปทั้งไตรมาส

2) เวลาฟีดแบคใครก็อย่าลืมว่าเรากำลังจั๊กจี้สมองของเขา เราเป็นคนพูด กำลังพูดในเรื่องที่ไม่ใช่ตัวเรา และที่สำคัญเรารู้ว่าเรากำลังจะพูดอะไร แต่คนที่กำลังถูกฟีดแบคไม่รู้ ดังนั้นคนจั๊กจี้ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่คนฟังอาจดิ้นจนน้ำตาไหลไปหลายวัน

3) ในมุมกลับกัน ผู้รับก็อย่ารอฟีดแบค หากเราเป็นคนขอ "หัวหน้าคะ โครงการที่หนูเพิ่งทำเสร็จไปเป็นอย่างไรบ้างคะ? หนูอยากได้คำแนะนำเพื่อทำครั้งหน้าให้ดีขึ้นอีก" เวลาฟังคำแนะนำเราจะไม่เกิดอารมณ์ร่วมเท่าไหร่ แต่ถ้ารอให้ "คุณแอนเดี๋ยวเชิญพบผมที่ห้องหน่อย" เตรียมตัวดิ้นพราดๆได้เลย วิธีที่สมองเราจะรู้สึกจั๊กจี้น้อยที่สุดคือต้อง "ขอ" ฟีดแบ็คจากคนอื่น รีบฉวยโอกาสจี้เอวตัวเองก่อน

นี่ล่ะครับข้อคิดที่ผมได้จาก The จั๊กจี้ Principle





ดร. ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์
Consulting Partner
บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด