SME Thailand : Succession Planning

 

เมื่อวันก่อนมีโอกาสนั่งคุยกับผู้บริหารธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กแห่งหนึ่ง

ซึ่งสองสามีภรรยาร่วมกันก่อตั้งและทำจนประสบความสำเร็จมายาวนานเกือบ 30 ปี

วันนี้เริ่มคิดถึงการผ่องถ่ายอำนาจการบริหารให้คนรุ่นใหม่ มารับหน้าที่แทน

อันที่จริงลูกชายสองคนอายุเกือบ 30 เข้ามาช่วยงานในบริษัทได้หลายปีแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่โตพอที่จะมอบกิจการให้ได้เรื่องนี้เป็นปัญหาหนักอก ไม่รู้จะทำอย่างไร อยากจะเกษียณไวๆ เพราะเหนื่อยเหลือเกิน แต่ก็รู้สึกว่า “ยังปล่อยไม่ได้ซะที”ทำไงดี ?

 

เผอิญผมมีคาถาอยู่ 6 ข้อ เลยยกให้ไป

 

เร่งพัฒนา - หาหลักสูตรดีๆ เกี่ยวกับการบริหารจัดการให้ได้ศึกษาเรียนรู้ เลือกหลักสูตรสั้นๆ ที่เรียนไม่กี่สัปดาห์ เน้นการสร้างความสัมพันธ์ (Connection) และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แม้ราคาอาจแพงหน่อย แต่ก็คุ้มค่าการลงทุน หลักสูตรที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน เช่น Executive Development Program (EDP) ของสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย หลักสูตร Academic of Business Creativity (ABC) ของมหาวิทยาลัยศรีปทุม หรือหลักสูตร Executive Mini MBA ของมหาวิทยาลัยรัฐ อย่างจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ มหิดล หรือ ศศินทร์ เป็นต้น หลักสูตรเหล่านี้ ไม่เน้นวิชาการหรือทฤษฎี วิทยากรไม่ใช่อาจารย์ที่อ่านหนังสือมาสอน แต่เป็นคนทำงานที่ประสบความสำเร็จจริงๆ มาแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองในการทำงาน นอกจากนั้น หลักสูตรเหล่านี้มักมีกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เรียนรู้แนวทางการทำงานจากเพื่อนๆ ต่างสาขาอาชีพและต่างธุรกิจ รวมทั้งมีโอกาสได้รู้จักคนมากขึ้นด้วย … อย่าลืมว่าในการทำธุรกิจ Know Who สำคัญกว่า Know How โดยเฉพาะในประเทศเรา !

 

ต้องกล้าปล่อย - ผมมีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง ทั้งสามีภรรยาอายุเกือบ 40 แล้ว แต่เพิ่งมีลูกอายุได้สัก 5 ขวบ วันก่อนแวะมาทานข้าวที่บ้าน เห็นพ่อแม่ยังต้องวิ่งป้อนข้าวลูกอยู่ เลยถามไปว่า 5 ขวบแล้วทำไมต้องป้อนอีก คุณพ่อตอบว่า “กินเองยังไม่ได้ หกเลอะเทอะ” แถมบ่นว่า “เหนื่อยจัง ลูกไม่ยอมโตซะที” ผมดูแล้ว อดคิดไม่ได้ว่าที่ลูกไม่โต เป็นเพราะลูกหรือเป็นเพราะพ่อแม่ … ที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เพราะเชื่อว่าในการทำธุรกิจก็คงไม่ต่างกัน ลูกๆ หลายคนไม่เคยโตในสายตาพ่อแม่ จะปล่อยก็กลัวล้ม เลยยักแย่ยักยัน กลายเป็นปัญหางูกินหาง ไม่รู้เป็นเพราะ “พ่อแม่ไม่ปล่อย” หรือ “ลูกไม่โต” เพราะฉะนั้น คำแนะนำง่ายๆ จากผมคือ ให้พ่อแม่ไปเที่ยวสักเดือน อย่าลืมปิดมือถือด้วย ถ้าอยากเกษียณเร็ว ยิ่งต้องรีบทำเลย !

 

ให้ติดสอยห้อยตาม - วิธีการสร้างตัวตายตัวแทนที่ดีและเร็วที่สุดคือ “ไปไหนหนีบไปด้วย” เพราะเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงผ่านการได้เห็นตัวอย่างจริงและลงสนามด้วยตนเอง หัวใจสำคัญคือ ต้องค่อยๆ สลับหน้าที่กันโดยเริ่มต้นจากพ่อแม่เป็นตัวหลัก ส่วนลูกทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ แล้วจึงขยับมาเป็นให้ลูกมีโอกาสได้พูดคุยและแสดงฝีมือสัก 30% จากนั้นค่อยๆ เพิ่มมาเป็น 50% 70% และ 100% ในที่สุดซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นพ่อแม่ก็จะกลายสภาพมาเป็นผู้สังเกตการณ์แทน

 

คอยสนับสนุน - กำหนดเป้าหมายและการวัดผลให้ชัดเจน มอบหมายให้ครบถ้วนทั้ง 3 อย่างคือ งาน อำนาจตัดสินใจ และความรับผิดชอบ จากนั้นเฝ้าดูอยู่ห่างๆ ไม่ต้องเข้าไปยุ่มย่าม คอยให้การสนับสนุนเท่าที่จำเป็น นอกจากนั้น ต้องคิดด้วยว่าการพัฒนาและตระเตรียมคน เป็นการลงทุนชนิดหนึ่ง หมายความว่าในช่วงแรกๆ อาจต้องเสียเงินไปกับความผิดพลาดหรือเพื่อการเรียนรู้บ้าง แต่เชื่อว่าผลตอบแทนที่มากกกว่า จะคืนกลับมาภายหลัง อย่างไรก็ตามในชีวิตความเป็นจริง เจ้าของกิจการส่วนใหญ่มักมอบแต่งาน แล้วดึงอำนาจการตัดสินใจไว้เอง ทำให้คนทำงานรู้สึกอึดอัดเพราะมีหน้าที่แต่ขาดอำนาจ ผมมีลูกค้าหลายรายที่เป็นลูกเจ้าของกิจการ คนรุ่นใหม่พวกนี้ส่วนใหญ่เรียนมาสูง จบมหาวิทยาลัยดีๆ มีชื่อเสียงและมีพลังเต็มเปี่ยม เรียกได้ว่า “กำลังร้อนวิชา” แต่พอกลับมาทำงานที่บ้าน กลับรู้สึกว่าไม่ได้ใช้ศักยภาพที่ตนเองมีอย่างเต็มที่ อยู่ๆ ไปชักเบื่อ บางส่วนหนีได้ก็ขอพ่อแม่ไปเปิดกิจการเล็กๆ ของตัวเอง อ้างว่าทำเพราะสนใจ แต่ลึกๆ คือ อยากมีอิสระในการตัดสินใจเองบ้าง ส่วนที่หนีไม่ได้ ก็กลายเป็นคนเรื่อยๆ เปื่อยๆ ไม่ค่อยใส่ใจในธุรกิจมากนัก หันไปแต่งรถ ขี่มอเตอร์ไซด์ ปั่นจักรยาน หรืออะไรเทือกๆ นั้น ซึ่งเป็นความสูญเสียที่น่าเสียดาย

 

หาคนมาช่วยขุน - ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของคนไทยคือ “ไม่ฟังคนใกล้ตัว” พ่อแม่หลายคนมีอาชีพเป็นครู สอนลูกศิษย์มามากมาย แต่สอนลูกตัวเองไม่ได้ เพราะลูกไม่ฟัง ผู้บริหารองค์กรหลายแห่ง ต้องเสียเงินจ้างที่ปรึกษาจากภายนอกมาพูด ในเรื่องที่ตนเองพูดไปแล้วแต่พนักงานไม่เชื่อ เจ้าของกิจการหลายคน บริหารธุรกิจหลายร้อยล้าน บริหารลูกจ้างเป็นพันคน แต่บริหารจัดการคนในครอบครัวไม่ได้ เพราะไม่มีใครฟัง เพราะฉะนั้นบางทีการจ้าง “โค้ช” จากภายนอกสักคน มาเป็นพี่เลี้ยงค่อยช่วย “ขุน” ให้ อาจเป็นทางออกอีกทางหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่กำลังเตรียมตัวจะรับตำแหน่ง ปัจจุบัน ผมโค้ชลูกเจ้าของกิจกา รอยู่ 2-3 ราย ที่พ่อกับลูกคุยกันไม่ค่อยได้ ไม่ใช่เพราะเกลียดกันแต่เป็นเพราะความเห็นไม่ตรงกัน พ่อไม่ฟังลูก ส่วนลูกก็ไม่เชื่อพ่อ ไม่มีใครสอนใครได้ สุดท้ายจบลงเลยต้องโค้ชทั้งพ่อและลูก !

 

คำถามสำคัญกว่าคำตอบ - เมื่อวันก่อนมีโอกาสฟังอาจารย์สุรินทร์ พิศสุวรรณ พูดเรื่อง ”ทำไมเด็กไทยถึงคิดไม่เป็น” อาจารย์เล่าว่า ระบบการศึกษาไทยเน้นการวัดผลจากความจำ ซึ่งดูได้จากข้อสอบที่ถาม เช่น กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ.ใด หรือเรือไททานิคจมลงในมหาสมุทรใด เป็นต้น คำถามเหล่านี้ไม่ได้ช่วยเพิ่มความสามารถในการคิด ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงาน ในขณะที่ระบบการศึกษาของต่างประเทศเน้นการตั้งคำถามให้ใช้ความคิด เช่น เรือไททานิคจมลงเพราะเหตุใด โดยให้เด็กอธิบายทั้งจากมุมมอง ของวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสังคมศาสตร์ เป็นต้น ในการทำงานก็ไม่ต่างกัน การให้คำตอบทุกครั้ง ยิ่งทำให้คนคิดน้อยลง ผมเชื่อว่าในการทำธุรกิจ ความสามารถในการ “คิด” มีความสำคัญไม่แพ้ความสามารถในการ “ทำ” เพียงแต่ที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาความคิดน้อยกว่าการพัฒนาความสามารถในการทำ ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาขึ้น การตั้งคำถามจะเป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดการคิด ซึ่งแม้ดูเหมือนจะช้าและเสียเวลาในช่วงแรกๆ แต่ก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะ “คำตอบ” จะจากไปพร้อมผู้ให้ แต่ ”คำถาม” จะสร้างความคิดที่ยั่งยืนและติดตัวเขาไป เพราะฉะนั้นจากนี้เป็นต้นไป คนรุ่นพ่อแม่มีหน้าที่ “ให้คำถามมากกว่าให้คำตอบ” !

 

คาถา 6 อย่างนี้ แม้ไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ใช่สิ่งอัศจรรย์ที่ทำไม่ได้ แต่การตั้งใจทำอย่างจริงจังและต่อเนื่องเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่

อ่านจบแล้ว คงไม่เกิดประโยชน์อันใด เว้นแต่จะลงมือทำในทันที !

 

 

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา

กรรมการบริหาร

สลิงชอท กรุ๊ป

 

ที่มา: SME Thailand March 2015