SME Thailand : เมื่อเป็นนายเพื่อน

 อาทิตย์ที่แล้วไปบรรยายให้องค์กรแห่งหนึ่งเรื่องการเป็น “ผู้นำมืออาชีพ” ระหว่างเบรคมีผู้เรียนแวะเวียนมาถามมากหน้าหลายตา

แต่ที่จำได้และชอบใจคือคำถามว่า “ทำอย่างไรเมื่อต้องกลายเป็นเจ้านายของเพื่อนร่วมงาน”

ผมเชื่อว่าปัญหานี้น่าจะเป็นเรื่องจุกอกของใครหลายคน !

มีข้อแนะนำดังนี้ …

เก่งแล้วอย่ากร่าง - การมีโอกาสเจริญก้าวหน้าเร็วกว่าเพื่อนๆ (ถ้าไม่ใช่เพราะการเมือง) เป็นสิ่งที่ควรภาคภูมิใจว่าคงมีอะไรดี เป็นที่ต้องตากรรมการ ดังนั้น อย่าคิดว่าเป็นปัญหา ให้คิดว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา

เพื่อนที่ทำงานด้วยกันมาแต่โตช้ากว่า ซ้ำร้ายกลายมาเป็นลูกน้องของเราด้วย แค่นี้เขาก็ช้ำใจมากพออยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องช่วยเติมความหมั่นไส้ด้วยการวางก้ามแสดงท่าทางแอคอาร์ตทว่า “ข้าใหญ่...เป็นเจ้านายเอ็ง”

ทำนุ่มๆ เนียนๆ ไป ไม่ต้องเที่ยวประกาศให้ใครๆ รับทราบหรอก

อย่าเหมือนเดิม...แต่อย่าเปลี่ยนไป - ฟังดูสับสนนิดหน่อย แต่ต้องการหมายความอย่างนั้นจริงๆ อย่าเหมือนเดิม แปลว่า อย่าทำตัวสนิทสนมกันมากเหมือนเดิม อย่ากินข้าวด้วยกัน 2 คนเหมือนเดิม อย่านั่งคุยกันแบบเม้าส์แตกด้วยกันนานๆเหมือนเดิม เป็นต้น เพราะต้องเข้าใจว่าพฤติกรรมต่างๆ ที่หัวหน้าแสดงออก ย่อมเป็นที่จับตามองของลูกน้องทุกคนอยู่แล้ว หากทำตัวอย่างเดิม อาจนำมาซึ่งคำครหานินทาและเป็นที่มาของการขาดความเคารพยำเกรงได้

ในทางกลับกันก็อย่าเปลี่ยนไป กลายเป็นคนละคน จนทำให้เพื่อนรู้สึกว่าเหมือน “คางคกขึ้นวอ” เช่น ตั้งแต่รับตำแหน่ง ก็ทำตัวเหินห่าง ไม่คุยเล่น ไม่ทักทาย ไม่กินข้าวด้วย ฯลฯ จนเป็นที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน

“อ้าว … แล้วจะให้ทำอย่างไร ใกล้ไปก็ไม่ได้ ห่างไปก็ไม่ดี !”

ทำตามข้อถัดไปนี่เลย …

รักษาระยะห่างให้พอดี - ทันทีที่ได้เลื่อนตำแหน่ง อย่าบอกว่า “เราเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม” เพราะในความเป็นจริง “เราไม่เหมือนเดิม” อย่างน้อยสถานะก็ไม่ใช่แล้ว

นอกจากนั้น ห้ามบอกว่า “อย่าถือว่าเป็นนายเป็นลูกน้อง เราเป็นเพื่อนกัน” เพราะยังไงๆ เราก็เป็นนาย-ลูกน้องกันอยู่ดี

สิ่งที่ควรทำคือ รักษาระยะห่างให้พอดี หมายความว่า หากเดิมเคยไปกินข้าวกลางวันดัวยกันทุกมื้อ ก็อย่าหยุดไป แต่อาจแบ่งเวลาใหม่ให้เหมาะสม หาโอกาสไปกินข้าวกับลูกน้องคนอื่นๆ บ้าง กระจายๆ กันไป ไม่ใช่ติดอยู่กับคนๆ เดียว หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือ แทนที่จะกินกันแค่ 2 คนเหมือนเดิม ก็ชวนลูกน้องคนอื่นๆ ไปกินด้วยกันเลย ไปเป็นก๊วนใหญ่ๆ จะได้ไม่มีปัญหาว่าใครเป็นเด็กใคร เป็นต้น

วางตัวให้เป็นกลาง ปล่อยวางความขัดแย้งในอดีต - หากที่ผ่านมามีปัญหากระทบกระทั่งกันบ้างในการทำงานกับเพื่อนร่วมงาน ทันทีที่ได้รับตำแหน่ง ให้ถือว่าเป็นวันกดปุ่ม​ “รีเซ็ท”

ตั้งแต่นี้ต่อไปเรื่องราวความไม่ลงรอยกันในอดีตต้องจบลง หน่วยความจำเดิมต้องถูกลบทิ้งไป เริ่มต้นกันใหม่ หมั่นเตือนตัวเองเสมอว่าเป้าหมายใหญ่ของการทำงานในฐานะหัวหน้าคือ งานสำเร็จ ทีมแฮปปี้ และคนมีการพัฒนา

ความคิดแบบเดิมๆ ทำนอง ทีใครทีมัน ถึงเวลาเอาคืน จะได้เห็นดีกัน ฯลฯ ควรหมดไปจากสมองของคนยุคนี้ได้แล้ว

หลายองค์กรต้องสูญเสียบุคลากรชั้นดีไปอย่างน่าเสียดาย เพียงเพราะคู่ขัดแย้งในระดับเดียวกัน ลาออกทันทีที่อีกฝ่ายได้เลื่อนตำแหน่ง !

สร้างพระคุณให้มากกว่าพระเดช - ตำแหน่งอาจช่วยให้มีอำนาจ แต่การใช้อำนาจที่ได้มาจากตำแหน่งเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือและศรัทธาให้เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

พนักงานเก่งๆ และเก๋าๆ หลายคน ไม่ได้ “ซูฮก” นาย เพียงเพราะมีตำแหน่งสูงกว่า แต่เป็นเพราะศรัทธาในความเป็นคนเก่ง รู้กว้าง วางตัวดี และมีบุญคุณต่อกันต่างหาก

เพื่อนที่กลายมาเป็นลูกน้อง อาจกลัวและเกรงใจเพราะอำนาจตามตำแหน่งสามารถ “ให้คุณและให้โทษ” กับเขาได้ แต่หากอยากได้ใจ อยากให้ทำเกินร้อย อยากให้ช่วยจัดการงานให้เสร็จและทีมประสบความสำเร็จ ต้องรู้จักสร้างและใช้พระคุณให้มากขึ้นด้วย

หาโอกาสคุยกันอย่างเปิดใจ - ไหนๆ ก็ต้องร่วมงานกันต่อไป ควรหาโอกาสพูดคุยกับเพื่อนเป็นการส่วนตัวอย่างตรงไปตรงมา ตกลงแนวทางการทำงานร่วมกัน บอกเพื่อนว่าในระหว่างการทำงานขออนุญาตสวมหมวกหัวหน้า แต่ถ้านอกงานขอเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม

ให้เกียรติแต่อย่าให้อภิสิทธิ - ปฏิบัติต่อเพื่อนและลูกน้องทุกคนอย่างให้เกียรติ เช่น ใช้คำพูดให้เหมาะสม ควบคุมอารมณ์อย่าด่ากราด ชื่นชมในที่สาธารณะและตำหนิเป็นการส่วนตัว เป็นต้น ในขณะเดียวกันหากเพื่อนทำไม่ถูกตามกฎกติกาและข้อตกลง หรือมีพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่เหมาะสม ซึ่งปกติจะไม่อะลุ้มอล่วยหากเป็นพนักงาน ก็ต้องเด็ดขาดกับเพื่อนด้วยเช่นกัน หลีกเลียงการบริหารจัดการแบบ 2 มาตรฐาน

ระมัดระวัง 90 วันอันตราย - 3 เดือนแรกของการรับตำแหน่งเป็นช่วงเวลาวัดใจระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง เพราะต่างคนต่างจดๆ จ้องๆ ดูเชิงกันอยู่ ลูกน้องจะรับนายใหม่ได้ไหม เจ้านายจะถูกใจลูกน้องหรือเปล่า ก็อยู่ภายใน 90 วันนี้แหละ

ใน ช่วงนี้ต้อง “พูดให้น้อย ถามและฟังให้มาก” - ยิ่งพูดมากยิ่งสร้างความคาดหวัง หากพูดได้เคลียร์ก็ดีไป หากพูดไม่เคลียร์ ต้องตามล้างตามเช็ดกันอีกวุ่นวาย ที่สำคัญเมื่อพูดก็จะไม่ได้ฟัง !

“อย่าเพิ่งรีบเปลี่ยนแปลง” - หัวหน้าใหม่บางคนใจร้อน อยากสร้างผลงานเร็วๆ รับตำแหน่งใหม่ไม่กี่วันก็รื้อของเดิมทันที การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องดี แต่การเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา...ไม่ดี ! บ่อยครั้งมักพบว่าความใจร้อนให้ผลเสียมากกว่าผลดี

“ได้ใจ ก่อนได้งาน” - ภารกิจแรกที่ควรลงมือทำในช่วง 90 วันของการรับตำแหน่งคือ ช่วยแก้ปัญหาที่ค้างคามานานให้กับพนักงาน ช่วยดูแลเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือและอุปกรณ์การทำงานที่ขาดหายไปหรือใช้การไม่ได้ แต่หัวหน้าใหม่หลายคนกลับใช้ช่วงเวลานี้ในการสร้างระบบติดตามและควบคุม (Monitor & Control) เพื่อประโยชน์ของตนเองในการบริหารจัดการ แทนที่จะซื้อใจพนักงานด้วยการให้ความช่วยเหลือ

การบริหารจัดการคน ต้องอาศัยทั้งศาสตร์คือความรู้และศิลปะคือการนำไปใช้ ประกอบกัน อ่านจบแล้วคงได้ความรู้เพิ่มขึ้น แต่การนำไปใช้อย่างมีศิลปะเท่านั้น จึงจะช่วยเสริมให้เกิดทักษะ ซึ่งปกติกว่าจะทำได้คล่องแคล้วต้องใช้เวลาฝึกฝน แต่เมื่อเป็นแล้วจะกลายเป็นสมบัติติดตัวไปจนวันสุดท้าย

 

อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา

กรรมการบริหาร

สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา: SME Thailand ฉบับ September 2015