สมัยทำงานใหม่ๆ ยังเป็นเพียงพนักงานตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เคยใฝ่ฝันว่าสักวันอยากเติบโตไปเป็น “เจ้าคนนายคน
 

ทำงานได้สัก 2-3 ปี เพื่อนๆ ที่อยู่บริษัทอื่น เริ่มมาคุยโม้ให้ฟังว่ามีลูกน้องกันหมดแล้ว ทำให้จิตตกอยู่พักใหญ่
 
เมื่อก่อนเคยมีความคิดว่าจำนวนลูกน้องเป็นเสมือนบรรดาศักดิ์ มีน้อยๆ ไม่ค่อยสมศักดิ์ศรี ยิ่งมีมาก ยิ่งบ่งบอกถึงความใหญ่โต
 
อดทนทำงานไปสักระยะ ในที่สุดก็ได้ “ทุกขลาภ” มาประดับบารมีสมใจ องค์กรปรับเลื่อนตำแหน่งให้ จึงมีลูกน้องเป็นเรื่องเป็นราว ช่วงแรกๆ มีแค่คนสองคน ก็ยังพอรับมือไหว แต่หลังๆ ชักเยอะขึ้น จนถึงช่วงหนึ่งในชีวิต ต้องดูแลคนหลายร้อย  เลยเริ่มเข้าใจแล้วว่าโลกไม่ได้สวยงามอย่างที่คิดไว้
 
เวลาผ่านไป 30 ปี วันนี้มาทำงานเป็นที่ปรึกษา เห็นคนรุ่นใหม่หน้าตาใสๆ เติบโตขึ้นมาเป็นหัวหน้ากันหลายคน ทำให้อดคิดถึงวันเก่าก่อนสมัยที่ยังละอ่อนไม่ได้

วันนั้น ถ้ามีความเข้าใจเรื่องการบริหารคนสักครึ่งหนึ่งของวันนี้ คงไปไกลกว่าที่เป็นอยู่มาก แต่วันเวลาย้อนกลับมาไม่ได้   จึงขอนำประสบการณ์ที่มีมาแบ่งปันให้กับหัวหน้ารุ่นใหม่ๆ แทน เพื่อจะได้ไม่ต้องลองผิดลองถูกแบบที่ผมเคยประสบมา
 
หาโอกาสสร้างความคุ้นเคยกับลูกทีมนอกงานบ้าง - ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง มีผลอย่างมากต่อความสำเร็จในการทำงาน หัวหน้าที่ “ได้ใจ” ลูกน้อง รับรองว่าจะ “ได้งาน” ตามมาอย่างแน่นอน ยังไงๆ คนไทยก็ยังให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อยู่ดี การมีโอกาสพบปะสังสรรค์และพูดคุยกันเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานบ้าง ย่อมช่วยสร้างความสนิทสนมกลมเกลียว อันจะนำมาซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจและความเกรงใจในที่สุด
 
ทราบเป้าหมายในชีวิตของลูกทีมแต่ละคน - พลังและแรงจูงใจ มักมาจากข้างใน เราไม่สามารถจูงใจคนอื่นๆ ได้ ถ้าคนๆ นั้นไม่จูงใจตัวเอง คนส่วนใหญ่มีเป้าหมายหรือความใฝ่ฝันในชีวิต หากหัวหน้าทราบและนำมาใช้เป็นแรงจูงใจในการทำงาน จะช่วยให้เกิดแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลัง
 
รักษาระยะห่างระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องให้ดี - การวางตัวอย่างเหมาะสมของหัวหน้าเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้น ความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นเรื่องดี แต่หากมากจนเกินไป จะทำให้ขาดความเคารพ ผมเคยเห็นหัวหน้าบางคนสนิทสนมกับลูกน้องมากจนกลายเป็นเพื่อนเล่นกัน บางวันไปกินข้าวกินเหล้า เมาหัวราน้ำทั้งหัวหน้าและลูกน้อง จนคนอื่นเอามา “เม้าท์” เป็นเรื่องสนุกปาก แบบนี้ใช้ไม่ได้ ในทางกลับกันการวางตัวห่างเหินจนเกินไป ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับลูกน้องแบบไม่เป็นทางการเลย ทุกอย่างเต็มไปด้วยขั้นตอนและพิธี รีตรอง จนกลายเป็นคนเข้าถึงยาก แบบนี้ก็ใช้ไม่ได้อีก ทางที่ดีที่สุดต้อง “มัชฌิมาปฏิปทา” คือเดินสายกลาง รักษาระยะห่างให้พอดีและทำอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเสริมสร้างบารมีให้เกิดขึ้นได้
 
ยอมเสียเวลาตรวจแก้งานและลดความคาดหวังลง - หัวหน้าบางคนใจร้อนและมีมาตรฐานในการทำงานสูง ลูกน้องทำอะไรก็ไม่ทันใจ ไม่ถูกใจไปซะหมด สุดท้ายกวาดงานทุกอย่างมาทำเอง หัวหน้าบางคนเบื่อที่จะแก้งานให้ลูกน้อง เพราะรู้สึกว่าเสียเวลามาก เลยนั่งทำเองใหม่ซะเลย สุดท้ายลูกน้องเรียนรู้ว่าทำเท่าไรก็ไม่ถูกใจหัวหน้าซะที วันหลังเลยทำแบบลวกๆ ส่งไป เพราะคิดว่ายังไงๆ หัวหน้าก็ต้องแก้ไขอยู่ดี จริงอยู่งานที่ลูกน้องทำอาจไม่ดีและมีคุณภาพเท่าที่หัวหน้าทำเอง แต่การให้ลูกน้องได้ลงมือทำ นอกจากจะเป็นการพัฒนาแล้ว ยังทำให้หัวหน้ามีเวลาไปทำอย่างอื่นที่ยากและซับซ้อนกว่า แต่มีคุณค่ากับองค์กรมากขึ้น
ยอมรับว่าสิ่ิงที่ได้ผลหรือไม่ได้ผลในอดีต อาจเปลี่ยนไปในสถานการณ์ปัจจุบัน - หัวหน้าบางคนยึดติดกับความสำเร็จในอดีตของตนเองและเชื่อว่าหนทางไปสู่ความสำเร็จมีวิธีเดียวคือ วิธีที่ตนเคยทำมา ผมได้ยินหัวหน้าหลายคนพูดบ่อยๆ ว่า “ทำแบบนี้ เชื่อพี่ มันเวิร์ค” หรือ “อย่าทำเลย เชื่อเถอะ ไม่เวิร์คหรอก” โดยให้เหตุผลที่คุ้นหูว่า “เพราะพี่เคยทำมาแล้ว” ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก เพราะฉะนั้นแนวทางไปสู่ความสำเร็จก็น่าจะเปลี่ยนด้วย สิ่งที่เคยทำแล้วแต่ไม่ได้ผลในอดีต อาจไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้ผลอีกในอนาคต ในทางกลับกันสิ่งที่เคยทำและได้ผลมาแล้ว ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าจะได้ผลอีกเช่นกัน ดังนั้น การเปิดใจให้กว้าง ปล่อยให้ลูกทีมได้ลองสิ่งใหม่ๆ ภายใต้ความเสี่ยงที่พอรับได้ จึงเป็นเรื่องจำเป็นในโลกปัจจุบัน
 
ไม่สนิทสนมกับลูกทีมบางคนมากกว่าบางคน - มนุษย์ปุถุชน ย่อมมีรักมีชังเป็นธรรมดา เดิมสมัยเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ใครจะสนิทกับใคร คงไม่ได้เป็นที่เพ่งเล็งมากนัก แต่ทันทีที่ก้าวมาสู่ตำแหน่ง “ผู้นำ” ยอมเป็นที่สนใจและจับตามองของ     “ผู้ตาม” เสมอ เพื่อนเก่าที่เคยสนิทกันสมัยที่ยังทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ ก็ไม่ได้แปลว่าเมื่อได้รับการเลื่อนตำแหน่งแล้ว ต้องเลิกคบกันไป เพียงแต่หากสนิทกันมาก อาจทำให้เกิดข้อครหาและมีอคติเกิดขึ้นได้ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือยังคงสนิทกันเหมือนเดิมแต่เพิ่มจำนวนคนให้มากขึ้น เช่น เมื่อก่อนเคยไปทานข้าวกลางวันกับเพื่อนคนนี้เป็นประจำ หลังจากเลื่อนตำแหน่งและเพื่อนกลายมาเป็นลูกน้อง ก็ยังคงไปทานข้าวกับเพื่อนคนนี้ได้เหมือนเดิม แต่ชวนลูกน้องคนอื่นๆ มาร่วมก๊วนด้วย ทำให้วงขยายใหญ่ขึ้น จะได้ไม่มีคำติเตียนว่า “เลือกที่รัก มักที่ชัก
 
อย่าคิดว่าเวลาจะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้ง - หัวหน้ามือใหม่หลายคน ไม่อยากทำอะไรที่กระทบกระเทือนจิตใจของเพื่อนร่วมงานหรือลูกน้อง ทำให้ปัญหาหลายๆ อย่าง ถูกหมักหมมไว้และหวังว่าเวลาจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า การซื้อเวลาไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆ ได้ หากระหว่างนั้นไม่พยายามหาทางแก้ไขไปด้วย จงหันหน้ากลับมาสู้กับปัญหา กล้าเผชิญหน้ากับความท้าทายและการตัดสินใจที่ยาก เพราะนี่คือหน้าที่ของ “ผู้นำ
 
ไม่ควรให้รางวัลคนทำงานไม่ดี ด้วยการไม่ต้องทำ - แม้ฟังดูแปลกๆ แต่หัวหน้าหลายคนเป็นอย่างนี้จริงๆ ในโลกของการทำงาน อาจมีพนักงานบางคน ที่ไม่ตั้งใจ ไม่ทุ่มเท บางคนเกเร บางคนทัศนคติไม่ดี บางคนขี้เกียจ บางคนใช้ยาก ฯลฯ หัวหน้าจำนวนไม่น้อย เอือมระอากับคนพวกนี้ เลยไม่อยากมอบหมายงานอะไรให้ทำ เพราะนอกจากจะใช้ยากใช้ลำบากแล้ว ผลงานยังออกมาไม่ดีอีกด้วย จึงหันไปมอบหมายให้คนที่ทำงานดี ใช้ง่าย ทำจนหูตูบ ส่วนคนทำงานไม่ดี ได้รับรางวัลด้วยการทำงานน้อยๆ สบายไปซะฉิบ แบบนี้ไม่ดี คนที่ทำงานไม่ดี งอแงไม่อยากทำ ยิ่งต้องถูกมอบหมายงานเยอะๆ เพราะถ้าไม่เช่นนั้นจะกลับกลายเป็นว่า คนทำงานดีถูกลงโทษ ส่วนคนทำงานไม่ดีได้รับรางวัล
 
ฝากไว้ เป็นเคล็ดที่ไม่ลับเพื่อการปรับตัวไปสู่ความสำเร็จ
 





อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
กรรมการบริหาร
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : SME Thailand (May 2016)