Ultracrepidarianism แปลว่า นิสัยการออกความเห็นแม้ในเรื่องที่ตนไม่มีความรู้

ประโยคที่หัวหน้าพูดยากที่สุดคือ 'พี่ไม่รู้ '


มีเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อแมรี่ เธอไปเที่ยวทะเลกับแม่และน้องชายด้วยรถสีแดงประจำครอบครัวพอถึงแมรี่ก็เล่นน้ำเล่นทรายกับน้องอย่างสนุกสนาน ทุกคนกินปลาทอดกับมันฝรั่งเป็นมื้อเที่ยงก่อนเด็กๆจะเล่นต่อจนเย็นจึงกลับบ้าน

เรื่องข้างต้นนี้ถูกเล่าให้กับเด็กวัยประถมกลุ่มหนึ่งฟัง

จากนั้นนักวิจัยขอให้เด็กเหล่านั้นตอบคำถามง่ายๆสี่ห้าคำถาม

คุณผู้อ่านลองดูนะครับว่าจะสู้เด็กได้ไหม

1) แมรี่ไปเที่ยวทะเลกับแม่และน้องด้วยรถสีแดง ใช่หรือไม่?


2) ทุกคนกินแซนวิชเป็นอาหารกลางวัน ใช่หรือไม่?


3) แมรี่ฟังเพลงอะไรตอนนั่งรถกลับบ้าน?


4) น้องชายของแมรี่ดื่มน้ำส้มกับอาหารกลางวัน ใช่หรือไม่?


เด็กเกือบทุกคนตอบคำถามที่หนึ่งและสองถูก ใช่ แมรี่นั่งรถสีแดง และ ไม่ใช่


พวกเขากินปลาทอดกับมันฝรั่ง ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านทุกท่านก็ตอบถูกเช่นกัน

เพราะสามารถเหลือบตาไปดูข้อความได้ เอาเปรียบเด็ก

ที่น่าแปลกและน่าสนใจจากการทดลองนี้ คือคำถามที่สามและที่สี่ คำตอบคืออะไรครับ? แน่นอน
ไม่รู้ เพราะข้อมูลไม่ได้บอก แต่เด็ก 68% กลับไม่บอกอย่างนั้น พวกเขาสามารถ make upคำตอบขึ้นมาได้ เช่น แมรี่ฟังเพลงบาร์บี้ น้องชายดื่มนม เป็นต้น Steven D. Levitt และ Stephen J.Dubner ผู้เขียนหนังสือเรื่องThink Like A Freak บอกว่า มันเกิดจากความกลัวที่จะบอกว่าไม่รู้

เหตุใดเด็กส่วนใหญ่จึงรู้สึกผิดที่จะตอบคำถามว่า 'ไม่รู้’ '?


เมื่อตอนผมจะเข้าห้องสอบวิทยานิพนธ์ ผมถามอาจารย์ที่ปรึกษาว่ามีคำแนะนำอะไรให้ผมบ้าง
อาจารย์ตอบสั้นๆง่ายว่า “If you don’t know the answer, then just say you don’t know” ถ้าไม่รู้คำตอบ จงบอกว่าไม่รู้

โปรเฟสเซอร์อธิบายว่า พวก ‘ด็อกเตอร์’ มักกลัวที่จะบอกว่าไม่รู้
เขาคิดว่าปริญญาสูงสุดแปลว่าต้องรู้คำตอบในทุกสิ่ง จริงแล้วตรงกันข้าม “A doctorate degree isnot given for your answers; but rather your questions” การยอมรับว่าตนไม่รู้เป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

1. ผู้นำ(ไม่)ต้องรู้ หัวหน้าหลายคนเข้าใจว่าหน้าที่ของเราคือการให้คำตอบข้อดีของการให้คำตอบคืออะไรๆลูกน้องต้องวิ่งหาเรา ทำให้สมองรู้สึกสำคัญและมีประโยชน์แต่ข้อเสียของการให้คำตอบก็คืออะไรๆลูกน้องต้องวิ่งหาเราทีมเลยทำอะไรไม่ได้หากไม่มีพี่ อยากมีทีมแบบไหนครับ

2. ฝึกตั้งคำถาม การไม่ให้คำตอบไม่ได้แปลว่าหัวหน้าอยู่เฉยชิลๆ ทักษะที่ยากกว่าการตอบคือการถามกลับ กระบวนการคร่าวๆคือ 1)สถานการณ์นี้ควรถามหรือเปล่า? ถ้าลูกน้องต้องการแค่ password ก็ให้ๆไปไม่ต้องเสียเวลา 2) ถามอย่างไรให้เขาคิด? ถามว่า ' ทำไมเป็นอย่างนี้  '

ไม่ได้ช่วยให้คิดแต่สนับสนุนการเอาตัวรอด


อุปสรรคของหัวหน้าคือถูกลูกน้องย้อนว่า “ทำไมพี่เอาแต่ถาม ทำไมไม่บอกมาเลยว่าต้องการอะไร?
บางทีตามด้วยประโยคสุดคลาสสิค “...ถ้าหนูคิดได้ หนูก็คงเป็นพี่ล่ะค่ะ” คำถามเด็ดสุดที่ผมเคยได้ยินคือ หัวหน้าถามลูกน้องกลับว่า แล้วหนูตั้งใจจะเป็นลูกน้องไปอีกนานแค่ไหนล่ะจ๊ะ?”

3. ตอบว่าไม่รู้...ได้ หัวหน้าต้องชัดเจนกับคนในทีมด้วยว่าหากเขาไม่รู้ก็ตอบ 'ไม่รู้ '  ได้
อาการนี้มักต้องเน้นเป็นพิเศษกับลูกน้องที่คล่องและเก่ง โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่เจนวายเพราะคนเหล่านี้เข้าใจว่าตนต้องรู้คำตอบในทุกเรื่องหากผมไม่ได้คำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาในวันนั้นว่าที่ด็อกเตอร์อย่างผมก็อาจไม่กล้าตอบว่าไม่รู้เหมือนกัน เป็นคำสอนที่จำได้แม่นจนทุกวันนี้ 

เอาใหม่นะ... คราวนี้ถ้าหนูไม่รู้คำตอบ พี่อยากให้หนูบอกว่าไม่รู้ มันโอเคที่จะตอบอย่างนั้น” นักวิจัยบอกกับเด็กๆ ก่อนจะเล่าเรื่องของแมรี่ให้พวกเขาฟังอีกครั้ง

ครั้งนี้ เด็ก 74% ตอบคำถามที่สามและสี่อย่างเต็มปากคำว่า “หนูไม่รู้ว่าแมรี่ฟังเพลงอะไร” และ

หนูไม่รู้ว่าน้องชายของแมรี่ดื่มน้ำส้มกับอาหารกลางวันหรือเปล่า

ความกล้าในการตอบว่าไม่รู้ของเราลดลงตามวัย สมัยเด็กๆเรามักตั้งคำถามเพราะอยากรู้คำตอบหากพอโตขึ้น คำถามของเรากลับค่อยๆลดลง เหมือนเข้าใจว่าโตแล้วต้องมีคำตอบตอบได้แม้แต่เรื่องที่เราไม่ควรรู้ ออกความเห็นจนเป็นนิสัย

ผมชอบคำนี้จังครับ Ultracrepidarianism

 

 

ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์
Principal Partner
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 21 ก.พ.59