Leading out-of-The-Box: Role Model (2)


ก่อนเข้าห้องประชุมฝ่ายในวันรุ่งขึ้น ศุลีพรหาจังหวะที่จะคุยกับคุณยงยุทธเป็นการส่วนตัว 
 

“คุณยงยุทธคะ ขอคุยด้วยสักครู่ได้ไหม?” เธอก้าวเข้าไปหาขณะที่ฝ่ายชายกำลังเดินตรงมา ทั้งสองแวะไปในออฟฟิศเล็กๆที่อยู่ข้างห้องประชุม 


ศุลีพรยิ้มให้ก่อนเพื่อลดความระแวดระวังของอีกฝ่ายลง


“อยากจะบอกคุณยงยุทธสั้นๆว่า แม้โดยตำแหน่งดิฉันจะมีหน้าที่ดูแลส่วนงานของคุณยงยุทธ แต่ศุลีอยากให้เราทำงานเป็นทีมโดยเอาประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง...” เธอเลือกเปลี่ยนสรรพนามแทนตนเองเพื่อให้บรรยากาศเป็นมิตรยิ่งขึ้น


“...ศุลีอยากให้คุณยงยุทธสบายใจว่า ถ้ามีเรื่องอะไรในใจที่คิดว่าอยากพูดเพื่อประโยชน์ของทีม” เธอเน้นคำว่าทีม “คุณยงยุทธสามารถพูดได้ตรงๆ หากสะดวกจะพูดในที่ประชุมก็พูดได้ หรือถ้าสบายใจจะคุยกันนอกรอบมากกว่าก็ได้ ดิฉันสัญญาว่าจะฟังและ สนใจในสิ่งที่คุณพูดมากกว่าวิธีที่คุณพูด ดิฉันก็เป็นคนใหม่ของที่นี่ คงมีหลายอย่างที่จะผิดพลาดไปด้วยความไม่รู้และไม่ตั้งใจ ศุลียินดีกล่าวขอโทษและขอบคุณในสิ่งเหล่านั้น เพื่อเป็นการเรียนรู้ให้พัฒนาตนเองต่อไป” แวบหนึ่งศุลีคิดถึงคำสอนของหัวหน้าคนแรกของตน ‘อย่าหยิ่งที่จะกล่าวคำว่าขอโทษ อย่าอายหากจะบอกใครว่าไม่รู้’ เธอหยุดเพื่อเปิดโอกาสให้คุณยงยุทธได้พูดบ้าง

 
ไหล่ที่เกร็งของลูกน้องตรงหน้าค่อยคลายออก สีหน้าแสดงความโล่งใจ เจ้าตัวเผลอถอนหายใจ โดยไม่รู้ตัว


“ผมก็สบายใจที่ได้ยินหัวหน้าพูดแบบนี้ คุณศุลีคงได้คุยกับท่านรองฯแล้ว ถึงความเป็นห่วงของผม ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้มาคุยก่อน แต่ผมไม่แน่ใจว่าหัวหน้าจะรับได้ไหม แล้ว...” เสียงนั้นหายไป
 

“...แล้วคุณยงยุทธจะพลอยกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาของศุลีไปเลยไหม?” ศุลีพรต่อประโยคนั้นให้จบ พร้อมยิ้มกว้างให้อย่างรับรู้ความรู้สึกอีกฝ่าย “ขอบคุณที่บอกศุลีตรงๆค่ะ”


ยงยุทธยิ้มตอบกว้างขวางเช่นเดียวกัน เป็นรอยยิ้มที่แสดงถึงความเป็นมิตรอย่างจริงใจ เป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าอกเข้าใจระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องที่ไม่ต้องกล่าวเป็นคำพูด


////////////////////////////////////////

 

ก่อนหมดเวลาประชุม ศุลีพรเริ่มสรุปประเด็นที่คุยกันในวันนี้กับทีมของเธอ

 

“ก่อนอื่น อยากชื่นชมทุกคนที่มาตรงเวลา ทำให้เราสามารถจบการประชุมได้ตรงเวลา และชื่นชมเป็นพิเศษกับงานต่างๆที่แต่ละคนอาสาไปรับผิดชอบได้รับการปฏิบัติด้วยดีเกินคาด เรื่องที่ต้องอาศัยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันพวกเราก็สามารถจะประสานงานได้อย่างมีสำนึกรับผิดชอบ ทำให้แผนที่วางไว้ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เอ้า...ปรบมือให้ตัวเองหน่อยนะคะ” ศุลีพรนำเสียงการปรบมือที่ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงทั้งห้อง

 

“งั้นดิฉันขอใช้ 15 นาทีที่เหลือในการสรุปประเด็นที่เราได้คุยกันในวันนี้ ท่านรองฯวสันต์แนะนำว่า สมาชิกในองค์กรเราควรมีสัตยาบันร่วมกัน เป็นเหมือนคำมั่นสัญญาเพื่อสนับสนุนให้คุณค่าองค์กร ของเราเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม วันนี้ทีมเราจึงมาแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆเพื่อช่วยกันคิดว่า ข้อตกลงดังกล่าวน่าจะเป็นเรื่องใดได้บ้าง ก่อนเลิกประชุมวันนี้ อยากจะขอให้แต่ละกลุ่มสรุป สิ่งที่ตนเองคิดได้สักสามข้อ จะได้รวบรวมนำไปเล่าให้ท่านรองฯฟังต่อไป เชิญกลุ่มหนึ่งค่ะ” ศุลีพรทรุดตัวลงนั่ง เปิดโอกาสให้สมาชิกจากทั้งสามกลุ่มได้นำเสนอ

 

ปิ่น หรือจุรีรัตน์ สาวน้อยตัวแทนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นเล่าถึงสัตยาบัน 3 ข้อที่กลุ่มได้จากการระดมสมอง


1. รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันโดยปราศจากอคติ โดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับผลของการตัดสินใจ ควรมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นดังกล่าว ตั้งอยู่บนกติกาว่า ‘มีความเห็นต้องพูด สิ่งที่พูดต้องได้การรับฟัง และเจ้าตัวไม่ยึดติดว่าพูดแล้วจะต้องเป็นตามนั้น’

2. ไม่ใช้เวลาขององค์กรไปในเรื่องของตัวเอง คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมก่อนส่วนตน พยายามพัฒนาตนเอง ขวนขวายเพิ่มความรู้เพื่อสร้างประโยชน์กับองค์กร

3. อยู่ร่วมกันอย่างครอบครัว มีความเอื้ออาทร จริงใจต่อกันนอกเหนือขอบเขตงาน และมีสัจจะต่อสิ่งที่ได้สัญญาหรือรับปากเอาไว้

 

หลังจากนั้น ธีร์ หนุ่มแนวอินดี้ตัวแทนกลุ่มที่สองนำเสนอผลงานของกลุ่มบ้าง

 

4. คุณค่าองค์กรไม่ใช่หน้าที่ แต่ทุกคนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนตามคุณค่าองค์กร

5. มีจิตสำนึกในการใช้ทรัพยากรขององค์กรอย่างสมเหตุสมผล

6. อ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะให้เกียรติซึ่งกันและกัน มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตน และเคารพในสิทธิ์ของหน้าที่ผู้อื่น รวมถึงปฏิบัติตามกติกาที่องค์กรกำหนดไว้

 

ดังนั้น ศุลีพรตัดสินใจเลือกที่จะให้อภัย ‘วิธี’ ที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น แล้วสนใจ ‘เจตนาดี’ ที่ท่านกำลังเตือน เมื่อคิดได้อย่างนี้ อารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นก็เบาลง เปิดใจรับฟังคำแนะนำ ของผู้ที่อาวุโสกว่า

 

สุดท้าย พี่น้อย ตัวแทนอาวุโสจากกลุ่มที่สามจึงลุกขึ้นพูด…

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป ท่านใดพลาดตอนที่ผ่านมา สามารถเข้าไปอ่านย้อนหลังได้ที่ http://orchidslingshot.com/main/articles/th นะครับ)

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 27 ก.ค.57