Leading out-of-The-Box: Neuroscience of NLP

 

NLP หรือ Neurolinguistic Programing เป็นหลักความเชื่อว่า หากเรามีกุญแจสู่สมองเราจะสามารถไขผลลัพธ์อะไรก็ได้ และกุญแจนั้นคือภาษาและเทคนิคการ Interact ต่างๆกับร่างกายเพื่อ ‘ปรับ’ สมองให้ไปตามทางที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น

การใช้ภาษาเพื่อโน้มน้าวให้ผู้อื่นทำตาม – โฆษณาทางโทรทัศน์หรือช้อปปิ้งออนไลน์ที่ชวนให้ลูกค้าเข้ามาซื้อของ หรือ เดอะ ซีเคร็ต ที่ให้บอกจักรวาลถึงสิ่งที่ต้องการแล้วฟ้าจะประทานสิ่งนั้นมาให้

การแก้ความกลัวในอดีต – หายกลัวสุนัขหรือจิ้งจกเป็นปลิดทิ้ง (ส่วนหายกลัวเมียยังไม่มีบทสรุปครับ หุๆ)

การปรับความเชื่อ ทัศนคติและทิศทางชีวิต – หลักสูตรแลนมาร์คเป็นตัวอย่างหนึ่งของ NLP กับคนหมู่มาก

หลายคนเรียกหลักสูตรลักษณะนี้ว่า ‘การสะกดจิต’ ซึ่งถ้ามันเวิร์คก็ไม่ใช่เรื่องผิดหากตั้งอยู่บนหลักการว่า 1) ไม่ทำร้ายตนเอง 2) ไม่ทำร้ายผู้อื่น และ 3) ไม่ขัดต่อกฎกติกาของสังคม

HR ท่านหนึ่งถามผมว่า “NLP เป็นวิทยาศาสตร์ไหมคะอาจารย์?” ผมเคยเอาคำถามเดียวกันนี้ไปตั้งกับ Neuroscientistสี่ห้าคนบนเวทีสัมนาแห่งหนึ่ง คำตอบที่ได้คือ การยักไหล่ กลอกตา และอาการเหมือนผมเพิ่งถามว่า “ผีมีจริงไหม?”

ผมจึงสรุปเอาเองว่า วิทยาศาสตร์ยังไม่มีคำตอบสำหรับ NLP แต่การที่(ยัง)พิสูจน์ไม่ได้มิได้แปลว่าผีไม่มีจริง ‘ไม่เชื่ออย่าลบหลู่’ อย่าลืมว่านักวิทยาศาสตร์น้อยคนจะได้เรียน NLP โดยส่วนตัวผมเชื่อว่ามีหลายๆอย่างใน NLP ที่สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ งั้นขอไฮไลท์สิ่งที่วิทยาศาสตร์ ‘ยอมรับ’ สักสองสามข้อ

1) Back Brain - สมองส่วนหลังของเรามีศักยภาพมหาศาล แต่ชีวิตประจำวันเน้นการใช้สมองส่วนหน้า องค์กรมักบอกให้สมาชิกของตนทำงานด้วยสติ รู้การควรไม่ควร มีเหตุผล มีมารยาทสังคม ฯลฯ เพื่อให้การอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนนั้นสงบสุขและปราศจากปัญหา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เราละเลยศักยภาพมหาศาลด้านอารมณ์ ความรู้สึก จุดแข็ง ลักษณะนิสัย และพงศาวดารชีวิตของแต่ละคน

หลายเทคนิคของ NLP จึงพยายามเจาะสมองส่วนหลังออกมาตีแผ่ เช่นการ Chunk Up สู่คำถามว่า Why you do what you do? พนักงานในองค์กรหลายคนรู้ What และ How ในการทำงาน แต่น้อยคนจะมีเวลาได้คิดว่า เหตุใดตนเองจึงทำในสิ่งที่ทำอยู่ มนุษย์เป็นสัตว์แห่งพฤติกรรม ฉะนั้นหากไม่มีใครมาชวนเราคิดเรื่องเหล่านี้ คนที่เข้าใจว่าตนเอง ‘รักครอบครัว’ จึงไปกินเลี้ยงกับลูกค้ากลับบ้านดึกๆได้ทุกคืนด้วยความเคยชิน หรือคนที่ ‘อยากก้าวหน้า’ จึงไม่มีเวลาอ่านหนังสือหรือเรียนเพิ่มเติม เพียงเพราะสมองคุ้นกับการอยู่เฉยๆ

2) Relatedness – เรามีแนวโน้มจะเชื่อคนที่เราคิดว่าเป็นมิตร โดยไม่ต้องมีเหตุผล Peer Pressure จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กวัยรุ่นหลายคนติดสิ่งเสพย์ติด ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ดี งานวิจัยงานหนึ่งโดย Dr. Naomi Eisenberger แห่ง UCLA ให้คนที่เรารัก เช่น แฟน สามี พี่น้อง พ่อแม่ เข้ามาจับมือเราไว้ระหว่างการวัดความเจ็บปวดด้วยเครื่อง fMRI พบว่าการอยู่ท่ามกลางมิตรช่วยลดความเจ็บทางกายได้อย่างน่าประหลาด

NLP เองก็ใช้การสร้าง In-Group นี้เข้ามาช่วยในการโน้วน้าวความคิดตนเอง หลักสูตรลักษณะนี้เน้นการสร้าง Rapportด้วยบรรยากาศอันเป็นมิตร มีเพลงกล่อม มีกิจกรรมให้ร่างกายปลอดโปร่ง มีการแชร์ประวัติความหลังของสมาชิกแต่ละคน เล่าถึงเรื่องราวในอดีตที่สะท้อนชีวิตและกระชากอารมณ์ของผู้เข้าโครงการ ทำให้เกิดการคล้อยตาม รู้สึกถึงความเข้าอกเข้าใจ เมื่อสมองรู้สึกผ่อนคลาย (เทียบกับบรรยากาศมาคุในชีวิตและที่ทำงานหลายๆแห่ง) มันก็เริ่มเปิดรับสิ่งใหม่ๆ

3) Priming – สิ่งนี้เป็นเทคนิคที่ NLP ใช้ค่อนข้างเยอะ นั่นคือการ ‘ชี้นำ’ ให้สมองเดินตามทางที่ต้องการ เป็นปรากฏการณ์ที่ออกแนวไสยศาสตร์นิดหน่อยแต่ก็เป็นที่ยอมรับทางวิทยาศาสตร์ มีการทดลองเช่น ให้คนอ่านคำศัพท์ที่เกี่ยวกับคนแก่แล้วพบว่าคนเหล่านี้จะเดินช้าลง หรือการติดรูปดวงตาไว้ข้างฝาผนังแล้วทำให้คนบริจาคเงินมากขึ้น Dr. John Bargh แห่ง Yale University ผู้ศึกษาเรื่อง Priming บอกว่า “ทางวิทยาศาสตร์เราก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าทำไมสมองทำงานแบบนี้ แต่สิ่งที่รู้คือมันเป็นแบบนี้ และเราทดลองแล้วทดลองอีก ก็ได้ผลแบบเดิม”

งั้นถ้าใครยังลังเลอยู่ว่า NLP มันคืออะไรเชื่อถือได้ไหม หวังว่าวันนี้ผมช่วยไขประเด็นในมุมวิทยาศาสตร์ทางสมองให้นิดหน่อยนะครับ ส่วนมันจะเวิร์คหรือเปล่านั้น คำตอบคือ ‘ไม่ลองก็ไม่รู้’

อย่าลืมกฎเหล็กสามข้อข้างต้น 1) ไม่ทำร้ายตนเอง 2) ไม่ทำร้ายผู้อื่น และ 3) ไม่ขัดต่อกฎกติกาของสังคม ก็แล้วกันนะครับ!

 

Leading out-of-The-Box "Neuroscience"
ที่มา: Leading out-of-The-Box 
กรุงเทพธุรกิจ 13 เมษายน 2557