‘มอง’ อย่างไรก็ ‘ไม่เห็น’


สมองมนุษย์มีความจุเท่ากับแผ่น Blu-Ray 80 แผ่น
 
 
คุณผู้อ่านฟังดูแล้วรู้สึกอย่างไรครับ? บางคนอาจรู้สึกว่ามาก บางคนอาจรู้สึกว่าน้อย
 
 
เอางี้แล้วกัน เราแปลงหน่วยเป็นแบบที่เข้าใจง่ายๆหน่อย คิดเสียว่าแผ่น Blu-Ray หนึ่งแผ่นเท่ากับหนังเรื่องนึงซึ่งใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง งั้น 80 แผ่นก็เท่ากับบันทึกหนังได้ 160 ชั่วโมง วันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง มนุษย์เรานอนเสียแปด เบ็ดเสร็จเหลือเวลาตื่นเดินไปเดินมาวันละ 16 ชั่วโมง
 
 
ดังนั้น สมองเราสามารถบรรจุข้อมูลได้เท่ากับ 160/16 = 10 วัน!
 
 
คราวนี้รู้สึกอย่างไรครับ เชื่อว่าคุณผู้อ่านทุกท่านคงบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “ทำไมมันน้อยอย่างนั้น?” หากคิดตามบัญญัติไตรยางศ์นี้ เราควรตายไปตั้งแต่หลังสิบวันแรกของชีวิต เพราะสมองของเรา ‘เต็ม’ แต่เราอยู่มาได้นานกว่านั้นเยอะเลย เพราะอะไร? 
 
 
“เอาล่ะครับ เจ้าตัวเลข 80 แผ่น Blu-Ray หรือ 160 ชั่วโมงนั้นจะจริงหรือไม่อย่างไรผมก็ไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆคือ สมองมนุษย์ไม่อาจจดจำทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นกับเราเหมือนกับการบันทึกภาพยนตร์ หากเราจะ ‘เลือกจำ’ และ ‘เลือกมอง’ เพียงบางอย่างเท่านั้น ไม่ได้เก็บความจำเป็นก้อนๆในลิ้นชักเหมือนอย่างที่ครูเคยสอนเมื่อตอนเด็กๆ
 
 
Dr. Daniel Gilbert ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Stumbling on Happiness บอกว่า
 
The brain agrees to believe what the eyes see, and in return the 
the eyes agree to see only what the brain wants to believe.

 
“สมองกับสายตามีข้อตกลงระหว่างกัน สมองสัญญาจะเชื่อตามที่ตาเห็น ตราบที่ตาสัญญาจะเห็นเฉพาะที่สมองอยากเชื่อ” ความสุข(หรือความทุกข์)จึงเป็นเพียงมายาสมอง งานวิจัยพบว่า คนที่ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งไม่ได้มีความสุขมากขึ้นหนึ่งปีให้หลัง และคนที่ประสบอุบัติเหตุเสียขาทั้งสองข้างก็ไม่ได้ทุกข์เพิ่มขึ้นมากมายเมื่อเวลาผ่านไป
 
 
ว่าแต่ สมองคุณผู้อ่าน ‘เห็น’ ไหมครับว่าประโยคข้างบนของ Dr. Gilbert ผิดปกติอย่างไร? และการมองอย่างไรก็ไม่เห็น the ของสมองเช่นนี้อาจส่งผลอย่างมากต่อชีวิตผู้นำ ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน
 
 
ข้อคิดของผู้นำสมอง
  • ลองสังเกตว่าสมองคุณ ‘ไม่เห็น’ อะไรบ้าง? Holly Green เขียนไว้ในวารสาร Forbes ถึงอาการหลายอย่างของสมอง เช่น 1) สมองชอบด่วนสรุปเอาเอง 2) สมองเห็นเฉพาะที่มันอยากเห็น และไม่เห็นสิ่งที่ควรเห็น 3) สมองเบี่ยงความหมายของข้อมูลที่เข้ามา 4) สมองมักสร้างเรื่องใหม่ขึ้นมาเอง 5) สมองเลือกการเลี่ยงปัญหามากกว่าการฉวยโอกาส 6) สมองชอบมองเฉพาะสิ่งที่มันคุ้นเคยอยู่แล้ว 7) สมองคิดว่าทุกคนคงเห็นแบบเดียวกับมัน และ 8) สมองเชื่อมั่นตัวเองมากว่า ‘มันถูก’
สังเกตประโยคเหล่านี้รอบๆตัว เช่น “ผมรู้ว่าคุณกำลังจะพูดอะไร (จบประโยคให้คนอื่น)” “น้องเค้าหมายความว่า...(อธิบายแทน)” “พี่บอกเธอแล้ว (พี่ถูก เธอผิด)” “ที่พูดมาก็ดีนะ แต่พี่ว่า... (เราทำแบบเดิมกันเถอะ)” “รู้ได้ยังไงว่ามันจะสำเร็จ (ทำที่ชัวร์ดีกว่า)” “ใครๆก็คิดอย่างนี้แหละ (คิดเหมา)” หรือ “นโยบายนี้ออกมาได้ไงเนี่ย ผู้บริหารตัดสินใจอะไรไม่เคยฟังเราบ้างเลย (ข้อ 8 ฉันถูกเสมอ)”  แล้วลองถามตัวเองว่าประโยคเหล่านั้น ‘จริง’ อย่างที่สมองพยายามจะบอกคุณหรือเปล่า?
 
  • เราสามารถ ‘ฝึกเห็น’ ในสิ่งที่สมอง ‘ไม่มอง’ การตีความสิ่งที่เข้ามาในชีวิตเป็นทักษะสำคัญที่ของการเป็นผู้นำสมอง สมการของความสุขคือ 50:40:10 นั่นคือ 50% ของการรู้สึกดีหรือแย่ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ บางคนมีสมองที่มองโลกในแง่ดี บางคนอาจมี DNA ที่มองในแง่ร้าย ส่วน 40% นั้นขึ้นอยู่กับการ ‘เลือกมอง’ ของเราว่าอยากมองในมุมไหน อยากเห็นอะไร และ 10% สุดท้ายขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ออฟฟิศในไทยต้องปิดตัวลงเพราะกลยุทธ์บริษัทแม่เลือกโฟกัสที่ตลาดอื่น หรือแฟนจากไปเพราะเข้าใจว่าเพื่อนสนิทของเราคือเนื้อคู่ของเขา
แม้ 50 และ 10 จะควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งชวนคิดคือ เจ้า 40 ตรงกลาง เพราะมันแปลว่าความสุขระดับ 60-100% นั้นขึ้นอยู่กับเราว่าจะเห็นสิ่งรอบตัวอย่างไร จะปล่อยให้สมอง ‘มอง’ ว่าบริษัทเอาเปรียบ หัวหน้าแย่ ลูกน้องโง่ ภรรยาขี้บ่น สามีน่ารำคาญ หรือจะเลือกให้มัน ‘เห็น’ ว่าเราก็เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท หัวหน้าพูดเพราะหวังดี ลูกน้องยังไม่เก่งเขาถึงต้องมีเรา ให้ภรรยาปล่อยวางจะดีจริงหรือ? ฯลฯ
 
 
เปลี่ยนมิติที่สมองมักมองโลกว่า ‘ถูก’ หรือ ‘ผิด’ มาเห็นการพิจารณาโลกจากมุมที่ ‘มีประโยชน์’ หรือ ‘ไม่มีประโยชน์’ กับชีวิตของคุณ แล้วคนรอบตัวจะมีความสุขและมีคุณค่ามากขึ้น
 
 
มีอะไรที่คุณผู้อ่านอยากให้สมอง ‘เห็น’ เพิ่มขึ้นบ้างครับ?

 

 





 

ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์

Principal Partner 

บริษัท ออคิด สลิงชอท จำกัด

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 21 กันยายน 2557