Leading out-of-The-Box : ไม่ผิดก็ไม่ถูก

สิ่งที่ผมอยากเห็นมากขึ้นในองค์กรไทยคือการทดลอง Experimentation

“รางวัลนี้มอบให้กับผู้เป็นนักทดลอง กล้าที่จะนำสิ่งใหม่ๆมาสู่ทีมของเรา แม้หลายเรื่องเปลี่ยนแล้วไม่เวิร์ค แต่ผมอยากจะชื่นชมสปิริตแห่งการกล้าทดลอง ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ และวิธีการทำงานใหม่ๆ แบบ Out-of-the-Box มาท้าทายเราและลูกค้าเสมอ...” พี่อู้ MD ของ Slingshot Group ทิ้งช่วงเล็กน้อยก่อนประกาศชื่อ

“... ผมขอเชิญ อาจารย์ธัญ ขึ้นมารับรางวัล Top Experimenter Award ประจำปี 2014 หน่อยครับ”

ท่ามกลางเสียปรบมือ ผมก้าวออกไปหน้าห้องเพื่อรับถ้วยที่ระลึกจากทีมงาน ด้วยความดีใจและภาคภูมิใจยิ่งเสียกว่าการได้รางวัลผลงานดีเด่นด้วยซ้ำ

“If you want your organization to take risks; you have to separate experiment from outcome. I do not judge people on outcome. But I have no tolerance for those who do not try.”

“หากคุณอยากให้ทีมกล้าเสี่ยง คุณต้องสร้างคนของคุณให้มีนิสัยชอบทดลอง” กล่าว ด็อกเตอร์ K. R. Sridha CEO บริษัท Bloom Energy ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมพลังงานสีเขียวสู่โลก รุ่นพี่ของผู้เขียนจาก University of Illinois at Urbana-Champaign

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

  • สนุกที่ได้ทดลอง หัวใจของนักทดลองคือ ถ้าไม่ผิดก็ไม่มีวันถูก ใครอยากบริหารเจเนเรชั่นใหม่ๆได้ดีจงทราบว่าสิ่งที่เขาต้องการมากสุดคือการได้ทดลอง เงินทองพ่อแม่หาไว้แล้วใช้จนตายก็ไม่เดือดร้อน ความรู้ข้อมูลนั้นมีมากมายในกูเกิ้ลเสิร์ชหาเอาได้ กรอบกติกาไม่ต้องพูดถึงโดนมาเยอะในโรงเรียน ที่พวกเขาโหยหาคือโอกาสที่จะได้ลองนำไอเดียมาปฏิบัติจริงเหมือน The Stars หรือ Thailand Got Talent ต่างหาก

ผู้จัดการท่านหนึ่งประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการเปิดโอกาสให้น้องๆในทีมทดลองไอเดียของพวกเขา น้องๆตั้งข้อสังเกตว่าของพรีเมี่ยมที่องค์กรแจกลูกค้าอยู่ตอนนี้ไม่เวิร์ค “พี่...แจกปากกา พวงกุญแจ สมุดโน้ตประทับโลโก้เรา ลูกค้าจะเอาไปทำอะไร? นี่เลยพี่ ช่วงนี้ของแพงต้องแจกกะปิ น้ำปลา น้ำมัน กระเทียม ไข่ไก่ ใช้ได้จริง ใครๆก็อยากได้” ผลคืออีเว้นท์นี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ถล่มสถิติยอดขายเดิมชนิดไม่เห็นฝุ่น

  • สร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม หน้าที่ของผู้นำคือดูแลกระบวนการทดลอง ไม่ใช่กำหนดผลลัพธ์ให้ลูกทีม ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดสรุปผลการทดลองล่วงหน้า I-PDCA เป็นกระบวนการง่ายๆ I คือ Insight แปลว่าเขาเกิดไอเดียบรรเจิดว่าอยากลองอะไร P คือ Plan จากนั้นวางแผนว่าต้องทำอย่างไรในการทดสอบความคิดดังกล่าว D คือ Do นำไปลองปฏิบัติในชั้นแรก C คือ Check (จริงๆผมชอบชื่อเดิมของสเต็ปนี้มากกว่าคือ S หรือ Study) ทำการศึกษาว่าอะไรเวิร์คไม่เวิร์คแค่ไหนเพื่อปรับเปลี่ยน สุดท้ายคือ A หรือ Act แปลว่าขยายผลไปสู่การทำงานเต็มระบบ

“ผมคิดว่าคนที่มาขี่มอเตอร์ไซด์เค้าน่าจะอยากได้ความรู้สึกเหมือนนักแข่งในสนาม (Insight) งั้นผมจะจัดคอร์สให้จำลองสภาพสนามแข่งจริงเลย แล้วโปรโมตว่านี้คือความรู้สึกที่คุณลูกค้าจะได้เสมือนนักแข่งมืออาชีพ (Planning) เอก หนุ่มมาดเซอร์ผู้ดูแลอีเวนท์ของทีมเล่า

“แล้วเกิดอะไรขึ้นตอนลองไปจัดจริง? (Do) หัวหน้าถาม

“เอ่อ... ลูกค้าพบว่ารถเราเลี้ยวยากครับ เพราะโค้งที่จัดไว้มันโหดไปหน่อย เลี้ยวไปเลี้ยวมาตลอด จนบางคนเลิกขี่กลางคันเลยเพราะปวดแขน (Check/Study) เอกตอบเสียงเบา

“แล้วเอกคิดว่าจะปรับอย่างไร?”

“จากการสังเกต ผมพบว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการคือ ‘ความรู้สึก’ ว่าตนเองเป็นนักแข่ง แต่ไม่ต้องถึงกับมีประสบการณ์ที่เหมือนจริงๆก็ได้ งั้นผมตั้งใจจะลดความยากของคอร์สลง แล้วเก็บบรรยากาศอื่นๆไว้เหมือนเดิม เช่น การออกตัว การรับถ้วย การถ่ายรูปร่วมกัน ครับ (Act)เจ้าตัวตอบ

“ดีมาก พี่เห็นด้วย แล้วหลังจากงานนี้เอกมีไอเดียอยากลองอะไรต่อไป?” (Next-I)

“ยังมีอีกหลายเรื่องเลยครับพี่... เช่น การทำวีทีอาร์ให้ลูกค้าเป็นของที่ระลึก โดยใช้กล้องติดหน้ารถถ่ายประสบการณ์การขี่ของเขา ผมได้ไอเดียมาจากสวนสนุกที่เยอรมัน เห็นวันก่อนในทีวีครับ...”

“เยี่ยม งั้นเย็นนี้เลิกงานแล้วชวนพรรคพวกไปเลี้ยงฉลองความสำเร็จรอบแรกกัน พี่จะรบกวนเอกเล่าให้ทุกคนฟังว่าโครงการนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เกิดข้อผิดพลาดอะไรตอนทดลอง แล้วเราเรียนรู้อะไรเพื่อปรับในครั้งต่อไปนะ” หัวหน้าสรุป

Thomas Edison นักประดิษฐ์ชื่อก้องกล่าวกับลูกทีมยามท้อแท้ว่า “เราไม่ได้ล้มเหลว เรากำลังค้นพบวิธีมากมายที่ไม่สามารถทำหลอดไฟได้”  We have not failed; we are learning 10,000 ways how NOT to make light bulbs.

คุณผู้อ่านล่ะครับ ตอนนี้กำลัง ‘ทดลอง’ เรื่องใดอยู่?

 

ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์

Principal Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 6 ก.ย.58