Leading-out-of-The-Box : ใส่ ‘ซิม’ ให้สมอง

 



วิทยาศาสตร์ทางสมองบอกว่า “หากอยากคิดอะไรใหม่ๆให้ได้ดี จงหยุดพักการครุ่นคิดของตัวเอง แล้วปล่อยให้สมองส่วนหลังทำงาน”  Thinkers learn to think by not thinking

 

สำหรับคนทำงาน นี่อาจแปลว่าให้เราลุกขึ้นจากโต๊ะบ้าง ออกไปเดินเล่นสูดอากาศ หากาแฟกินสักแก้ว หรือเล่นกีฬาสักชั่วโมง จะทำให้สมองเราปลอดโปร่งและคิดได้ดีกว่านั่งจมอยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิม

 

ส่วนผมแปลเองแบบใสซื่อว่าให้ตนเองหยุดรับงานสามสัปดาห์แล้วพาลูกออกท่องเที่ยวโลกกว้าง   เรื่องวันนี้จึงเขียนถึงคุณผู้อ่านจากปราสาท Rapunzel ที่เมือง Trendelburg ประเทศเยอรมันนี

และโดยไม่ได้ตั้งใจคิดแม้แต่น้อย ระหว่างขับรถสมองผมตกผลึกกุญแจสำคัญของผู้นำสมองเรียกว่าโมเดล SIMGARD หรือการใส่ซิมการ์ดให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ดังนี้ครับ

 

Safety สมองให้ความสำคัญกับ KPI ของการเอาตัวให้รอดมากที่สุด ผู้นำต้องพึงตระหนักอย่างมากในประเด็นนี้ ความคิดจะเกิดไม่ได้เลย หากสมองลูกทีมยังรู้สึก ‘กลัวอันตราย’ ภัยทางกายปัจจุบันนี้อาจไม่เท่าไหร่ แต่ภัยทางจิตใจมีเยอะรอบตัว สมองให้น้ำหนักความกลัวมากกว่าความหวัง ระบบ X System (Reflexive) จะทำงานทันทีเมื่อสมองตระหนก คำตำหนิของคนรอบข้างมีผลต่อเรามากกว่าคำชมถึง 5 เท่า ผู้นำต้องทำให้คนของตนรู้สึกปลอดภัยในทุกๆด้าน

 

Identity สร้างนิสัยที่พึงประสงค์ให้เกิดกับคนของตน วัฒนธรรมองค์กรเพียงอย่างเดียวนั้นไม่พอ สำหรับสมองแค่รู้ว่าเรามีค่านิยมอย่างไรและควรประพฤติปฏิบัติตนอย่างไรนั้น เอาเข้าจริงๆไม่ค่อยมีประโยชน์ เพราะส่วนหลังของมันทำหลายเรื่องทั้งที่ส่วนหน้ารู้ว่าไม่ควร ฉะนั้นแค่บอกคนในองค์กรว่าการตรงต่อเวลาเป็นเรื่องที่ดี และเป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์นั้นไม่พอ ผู้นำสมองต้องสร้าง Trigger และ Reward ให้คนเกิดนิสัยการตรงต่อเวลา เหมือนชาวญี่ปุ่นที่ทำกันจนเป็นธรรมชาติ 



Motivation วิธีการสร้างแรงกระตุ้นจูงใจมีสองแบบ ใช้ปัจจัยภายนอก และ/หรือ ใช้ปัจจัยภายใน วิทยาศาสตร์บอกเราว่า แม้ปัจจัยภายนอกกระตุ้นจูงใจได้เร็วแต่ไฟขับเคลื่อนก็จะมอดเร็วด้วย (เหมือนยามโบนัสหมด) ส่วนปัจจัยภายในนั้นแม้ใช้เวลานานกว่า แต่จะยั่งยืนแบบ Sustainable มากกว่า ผู้นำสมองสร้างแรงจูงใจภายในได้ 3 แนวทางคือ Curiosity กระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ Strengths มุ่งเน้นทางที่เป็นจุดแข็งของแต่ละคน และ Making a Difference ตั้งเป้าหมายร่วมที่มีคุณค่าและมีความหมายสำหรับคนของคุณ

 

Growth เมื่อสมองคนรู้สึกปลอดภัยและถูกฝึกเกลาด้วยนิสัยที่มีประโยชน์ ความสงสัยใคร่รู้จะเกิดขึ้นเอง ตามมาด้วยการตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวและการค้นคว้าหาคำตอบ นี่คือวัฏจักรการคิดที่ Dr. Carol Dweck แห่งมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาเรียกมันว่าแนวคิดแบบเติบโต หรือ Growth Mindset คนในทีมของคุณจะกล้าคิดกล้าทำ สนุกกับความท้าทายใหม่ๆ ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค และปฏิเสธข้อจำกัดเดิมๆ เมื่อถึงจุดนี้ผู้นำสมองสามารถทำหน้าที่โค้ชมากขึ้น และคอยระวังอย่าทำตัวเกะกะพวกเขาก็พอ Don’t get in their way

 

Achievement ในสเต็ปนี้ผู้นำสมองสามารถแบ่งเวลามาโฟกัสกับทิศทางและกลยุทธ์ของทีมได้อย่างเต็มที่ งานในแต่ละวัน ปัญหาที่เกิดขึ้น และการพัฒนาทั้งระดับแผนก ระดับฝ่าย หรือระดับส่วนงาน ผู้นำทั้งหลายของทีมคุณจะสามารถดูแลรับผิดชอบได้ด้วยตัวเขาเอง ส่วนความสำเร็จขององค์กรในระยะยาวนั้นจะขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ การอ่านเกมธุรกิจ และการวางต้นทุนกำลังพลอย่างเหมาะสมของคุณ ซึ่งนั่นคือเวลาส่วนมากที่ผู้นำทีมควรใช้อยู่แล้วในบทบาทหน้าที่ผู้บริหารเส้นทางสู่ผลลัพธ์ในอนาคต

 

Results Delivered ส่วนหนึ่งที่ทำให้โมเดลนี้ตกผลึกออกมาระหว่างทริปท่องเที่ยวกับครอบครัว อาจเป็นเพราะทุกวันนี้ผมและภรรยาก็เลี้ยงลูกตามโมเดลซิมการ์ดที่เล่า เราเริ่มจากให้ความรักก่อนให้ความรู้ ทำให้สมองน้อยๆรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยในทุกด้าน ขัดเกลาด้วยการสร้างนิสัยที่เคร่งครัด เช่น กินข้าวตรงเวลาครบทุกหมู่ ทำการบ้านและเล่นกีฬาเป็นกิจวัตร เข้านอนสองทุ่มทุกวันไม่เคยขาด ที่สำคัญพาเขาออกท่องเที่ยวโลกกว้างเพื่อเสริมจินตนาการและความสงสัยใคร่รู้ ไม่ขีดกรอบความคาดหวังและสนุกไปกับการเติบโตตามวัยของลูก พ่อแม่เพียงคอยวางเส้นทางกว้างๆ เตรียมความพร้อมให้เขาเป็น Global Leaders ที่ดีในอนาคต

 

ผลทางสมองจะออกมาเป็นอย่างไรต้องรอดูกันต่อไป สำหรับวันนี้แค่เห็นรอยยิ้มเด็กน้อยหลับพริ้มบนเตียงนอนของเจ้าหญิง Rapunzel หัวใจคนเป็นพ่อก็มีความสุขที่สุดแล้วครับคุณผู้อ่าน

 

 

ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์

Principal Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 12 ก.ค.58