Leading out-of-The-Box : เล่าเรื่องอย่างผู้นำ

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมได้รับเกียรติขึ้นเวทีเพื่อแชร์เรื่องเล่าอย่างผู้นำ Storytelling for Leaders ในงาน Customer Thank You Event ของบริษัทสลิงชอท ท่ามกลางผู้บริหารจากนับร้อยองค์กร

“ข้อดีของเรื่องเล่าคือ สมองจดจำมันได้ดีกว่าเรื่อง...เอ่ออ ไม่เล่า เช่น หากผมเอ่ยถึงเรื่องเด็กเลี้ยงแกะ ผมเชื่อว่าทุกคนในห้องนี้รู้ว่าผมหมายถึงอะไร เรื่องราวของเด็กทะโมนคนหนึ่งที่พาแกะออกไปเลี้ยงบนเขา พอตกบ่ายตาลีตาเหลือกลงมาบอกคนที่หมู่บ้านว่ามีหมาป่ามากินแกะ พวกชาวบ้านรีบเตรียมอาวุธระดมคนไปช่วย เพื่อพบว่าเป็นเรื่องที่เด็กกุขึ้นสนุกๆเท่านั้น...”

“...วันต่อมา เด็กก็ทำแบบเดียวกันอีก แล้วก็หัวเราะชอบใจที่หลอกผู้ใหญ่ได้อีกครั้ง นิทานจบลงในวันที่สามเมื่อเด็กตะโกนโหวกเหวกว่าหมาป่ามาจริงๆ แต่ไม่มีใครเชื่อ ทั้งเด็กและแกะจึงถูกหมาป่ากิน”

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ไม่ควรโกหก มิฉะนั้นจะถูกกินเหมือนเจ้าเด็กในเรื่อง”

1.       สมองชอบเรื่องเล่า สมองมนุษย์มีความจุอันจำกัด มันพยายาม ‘สร้างเรื่อง’ ให้เราปะติดปะต่อสิ่งต่างๆในชีวิตให้สอดคล้องกัน เรื่องเล่าจึงเป็นสิ่งที่เข้าทางการทำงานของสมอง คล้ายเทคนิค Mind Map

2.       เรื่องเล่าที่ดีมี T.I.P.S. การเล่าเรื่องสำหรับผู้นำต้องดูน่าเชื่อถือด้วยมิใช่เพียงนิทาน ต้องมีเวลาระบุได้ค่อนข้างชัดเจน (Time) มีพล็อตเรื่องราวน่าสนใจให้ติดตาม (Incident) มีตัวละครเพิ่มรายละเอียด (People) และมีตอนจบแบบหักมุมให้คนฟังสนใจ (Surprise)

ทุกคนคงรู้จักชื่อ จอร์ช วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา ตอนวอชิงตันอายุ 6 ขวบ เขาได้รับของขวัญเป็นขวานเล็กๆเล่มหนึ่ง ยัง จอร์ช ดีใจมาก (ความรู้สึกประมาณเด็กสมัยนี้ได้ไอโฟนหก) จัดแจงออกไปในฟาร์มเพื่อหาอะไรต่ออะไรฟันเล่น เขาเริ่มจากการตัดหญ้า ขยับไปตัดต้นข้าวโพด เมื่อชำนาญก็รับอาสาช่วยแม่ออกไปหาฟืนในป่า...

วอชิงตันตัดฟืนดะเรื่อยไปจนมาพบกับต้นไม้ต้นหนึ่งขนาดกำลังเหมาะ หนูน้อยเหวี่ยงขวานเข้าใส่สี่ห้าครั้งไม้ต้นนั้นก็ล้มลง แต่แล้วจอร์ชก็ต้องตะลึงเพราะมันคือต้นเชอรี่ที่พ่อรักนักรักหนา ใช้เวลาประคบประหงมมาตลอดสามปี “พ่อรอวันที่แม่ทำพายเชอรี่ถาดแรกจากผลของมัน” บิดาเคยพูดด้วยความภาคภูมิใจ แล้วนี่เขาจะทำอย่างไรดี?

วอชิงตันเดินคอตกลากขวานกลับบ้าน เมื่อเจอพ่อเขาตัดสินใจบอกสิ่งที่เกิดขึ้น “พ่อครับ ผมโกหกพ่อไม่ได้ ผมเสียใจมากแต่ผมตัดต้นเชอรี่ที่พ่อรักลงเสียแล้วครับ” แล้วก็สะอื้นฮั่ก...

พ่อลุกขึ้นจากเก้าอี้หน้ากองไฟ สวมกอดจอร์ชน้อยไว้แล้วบอกว่า “มองหน้าพ่อซิจอร์ช”

“พ่อรู้ว่าเจ้าตัดต้นไม้ของพ่อ ต้นไม้ที่พ่อรักและภูมิใจกว่าต้นใดๆในฟาร์มของเรา…” น้ำเสียงผู้อาวุโสแผ่วลงอย่างปราณี “...แต่ลูกรู้ไหมอะไรที่พ่อรักและภูมิใจยิ่งกว่าเชอรี่ไม่ว่ากี่ต้น... หือม์?” เด็กชายส่ายหน้าที่เปรอะไปด้วยน้ำตา

“พ่อภูมิใจในตัวลูกชายพ่อที่กล้าบอกความจริง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปภายหน้า พ่ออยากให้ลูกจำไว้ว่าลูกสามารถพูดความจริงกับพ่อได้เสมอ ความซื่อสัตย์และจิตใจอันกล้าหาญคือคุณสมบัติของผู้นำที่ยิ่งใหญ่” นิ้วมืออบอุ่นของพ่อปาดหยาดน้ำบนใบหน้าน้อยๆจนแห้งสนิท

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การพูดความจริงคือสิ่งที่กล้าหาญ”

3.       เล่าเรื่องอย่างผู้นำต้องมี Point แม้การมี TIPS อาจทำให้เรื่องเล่าของคุณสมบูรณ์ แต่สำหรับผู้นำการเล่าเรื่องต้องมีเหตุผล มีประเด็นที่อยากบอกคนฟังด้วย มิใช่เล่าสนุกๆอย่างเดียว

Dr. Victoria Talwar แห่งมหาวิทยาลัย McGill ประเทศแคนาดา เล่าเรื่องเด็กเลี้ยงแกะและเรื่องจอร์ช วอชิงตันให้เด็กกลุ่มหนึ่งฟัง แล้วถามพ่อแม่ว่าเรื่องใดน่าจะทำให้เด็ก ‘โกหกน้อยลง’

พ่อแม่ 7 ใน 10 คนบอกว่าเรื่องเด็กเลี้ยงแกะ เพราะการโกหกทำให้มีภัยถึงตัว เด็กน่าจะกลัวและไม่กล้าโกหก

ผลวิจัยกลับพบว่า เรื่องที่ลดอัตราการโกหกของเด็กลงถึง 70% คือเรื่องประธานาธิบดีน้อยกับพ่อ เรื่องที่เล่าถึงการกล้าพูดความจริง และความซื่อสัตย์ของเด็กชายคนหนึ่งที่เติบโตมาเป็นผู้นำยิ่งใหญ่ของโลก

Dr. Talwar สรุปว่า สำหรับเด็ก การชี้ให้เห็นสิ่งที่ควรทำได้ผลมากกว่าการขู่ว่าจะถูกลงโทษ

ปัจจุบันคุณผู้อ่านดูแลคนใกล้ตัวแบบใดครับ ใช้ Fear ปกครองเขาให้อยู่ในกฏระเบียบ หรือใช้ Trust ในการสร้างทีมให้เติบโตเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่?

นี่ล่ะครับ เล่าเรื่องอย่างผู้นำ

 

ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์

Principal Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 4 ต.ค.58