Leading-out-of-The-Box : หาเรื่องให้สมอง

สมองชอบหาเรื่อง The brain loves stories!

 

“เพชรไม่ชอบแอร์เอเชีย”  ภรรยาผมสรุปอย่างเด็ดขาดระหว่างทริปตะลุยภาคเหนือเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

 

“ดูซิ... ตั้งร่มแดงแจ๋เกะกะอย่างนี้ ถ่ายรูปไม่สวยเลย แถมตั้งดะไปทั่วทุกวัด ไปกี่แห่งๆก็เจอ มีสิทธิ์อะไร ขออนุญาตหรือเปล่าก็ไม่รู้ อยากจะไปยกออกให้หมด!” โชคดีที่ทริปเมืองน่านครั้งนั้นผมไม่ได้ใช้สายการบินนี้ เพราะดูจากดีกรีความฉุนเฉียวแล้ว อาจถึงขั้นต้องหาสายการบินอื่นให้เธอบินกลับเป็นแน่

 

ที่น่าแปลกคือ ก่อนจะพบเหตุการณ์ดังกล่าว ผมเป็นแฟนตัวยงของแอร์เอเชีย ผมชื่นชมผู้ก่อตั้ง คุณ Tony Fernandes ในความกล้าหาญที่ขอซื้อธุรกิจมาจากรัฐบาลมาเลเซียในราคาเพียง 1 ริงกิต ความสามารถในการแก้ภาระหนี้มหาศาลที่ติดมา ความสร้างสรรค์ในการเจาะช่องว่างในตลาดแบบ Blue Ocean ด้วยวิสัยทัศน์ ใครๆก็บินได้  Now Everyone Can Fly และความเหนือชั้นของกลยุทธ์การตลาด บินฟรี! ที่ทำให้บรรดาลูกค้าต้องถ่างตารอเข้าเว็บตอนตีหนึ่งตีสอง ผมมักเล่าถึงความสำเร็จของสายการบินนี้ในการสอนอยู่เสมอ และเมื่อครั้งอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิผมใช้บริการของเขาอย่างต่อเนื่อง

 

ที่น่าแปลกกว่าคือ ขณะนี้ความรู้สึกผมเปลี่ยนไป เปลี่ยนด้วยเรื่องที่ได้ประสบกับตนเอง บวกกับการฟังภรรยาวิพากษ์ (บ่น) ถึงความรู้สึกทางลบของเธอที่มีต่อองค์กรนี้ เริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำไม่สมควร ใช้ธุรกิจลบหลู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (เอาป้ายโฆษณาไปตั้ง) คุกคามสิทธิ์ของประชาชน (ที่อยากอัพรูปขึ้น FB โดยไม่มีร่มแดง) และไม่ฟังเสียงผู้บริโภค (ผมพยายามบอกเขาว่าให้ตั้งหลบๆไป แต่ไม่มีใครสนใจ) ทำให้ไม่อยากใช้บริการของเขาอีกเลย

 

ความรู้สึกผมเปลี่ยนไป เมื่อสมองผมมีเรื่องเล่าใหม่มาทดแทนเรื่องเดิม

 

สมองชอบ ‘หาเรื่อง’ สิ่งที่มันทำตลอดเวลาคือ พยายามปะติดปะต่อสิ่งต่างๆรอบตัวให้เป็นเรื่องเล่า (Story) เพราะเรื่องเล่าทำให้เกิดความเชื่อ และความเชื่อทำให้การดำเนินชีวิตของเราง่ายขึ้น เป็นการประหยัดพลังงานสมอง Dr. Daniel Gilbert ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Stumbling on Happiness กล่าวว่า “สมองสัญญาจะเชื่อตามที่ตาเห็น ตราบที่ตาสัญญาจะเห็นเฉพาะที่สมองอยากจะเชื่อ”

ดังนั้น เมื่อสมองผมจดจำและ ‘อิน’ กับเรื่องเล่าที่น่าน มันไม่สนใจว่าข้อเท็จจริงจะถูกต้องหรือเปล่า สิ่งสำคัญคือ การ ‘เชื่ออย่างนั้น’ ทำให้ชีวิตสะดวกกว่าสำหรับมัน The brain loves stories!

 

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

 

1) ผู้นำควรฝึกเล่าเรื่อง Storytelling เป็นทักษะที่เรียนรู้ได้ มีกระบวนการขั้นตอนหลักๆไว้ให้ฝึกปรือ เริ่มตั้งแต่การหาเรื่อง (Story Listening) ไปจนถึงการสร้างเรื่อง (Story Triggering) และการเล่าเรื่อง (Story Telling) อย่าคิดว่าคุณเป็นคนเล่าเรื่องไม่เป็น สุดยอดผู้นำทั้งหลายมักเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี คุณเองก็เป็นได้หากรู้เทคนิค


2) เรื่องเล่าอาจเปลี่ยนความเชื่อได้ ผู้นำสามารถใช้การเล่าเรื่องเป็นเครื่องมือในการโน้มน้าวคนอื่นได้อีกทาง เหมือนเหตุการณ์ช่วงปีใหม่ที่โน้มน้าวความเชื่อเดิมของผมให้สั่นคลอน เรื่องเล่าที่ดีคือ ข้อเท็จจริงบวกด้วยเนื้อหาแล้วคูณด้วยอารมณ์ Good Story = (Fact + Context) x Emotion มันจึงเป็นมิตรต่อทั้งสมองส่วนหน้าและสมองส่วนหลัง กลยุทธ์ของการเล่าเรื่องสำหรับผู้นำมีให้เลือกใช้ตั้งแต่ เล่าเพื่อสร้างสัมพันธ์ (Connection Story) เล่าเพื่อโน้มน้าว (Influence Story) เล่าเพื่ออธิบาย (Clarity Story) และเล่าเพื่อฉลองความสำเร็จ (Success Story)

 

3) อย่าหลงเชื่อเรื่องเล่าจนละเลยข้อเท็จจริง เรื่องเล่าที่ไม่ดีคือ เอาเนื้อหาคูณด้วยอารมณ์โดยปราศจากเหตุผล Bad Story = (Context x Emotion) – Fact  ฝึกสมองให้แยกแยะระหว่างสิ่งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ต่อชีวิต วิธีง่ายๆคือ ลองแตกแฟกเตอร์ตามสมการข้างต้น ตอบให้ได้ว่ากับเรื่องที่กำลังได้ยิน อะไรคือเนื้อหา อะไรคืออารมณ์ และอะไรคือข้อเท็จจริง เอาชนะสมองไม่ให้หลงเชื่อ Story ที่คนอื่นกำลังยัดเยียดให้

เช่น ห้ามพลาด! ถ่ายทอดสดคืนนี้เวลาตีสาม ฟุตบอลนัดแดงเดือดระหว่าง xxx กับ yyy นัดนี้ตัดสินว่าใครจะเป็นแชมป์ตัวจริง! ฟังแล้วสมองอยากถ่างตารอดู แต่หากหยุดพิจารณาสักหน่อยจะพบว่า Context ของเรื่องเล่านี้คือ การถ่ายทอดกีฬา Emotion คือความรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับการแข่งขัน แต่ Fact ก็คือ ไม่ว่าเราจะอดนอนสองชั่วโมงตอนตีสาม หรือตื่นมาดูไฮไลท์สิบนาทีตอนเช้า ผลการแข่งขันก็เหมือนเดิม?

ก่อนจาก อยากขอบคุณและให้เครดิตพี่ป๊อป อาจารย์ อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา แห่ง Slingshot Group ผู้กรุณาสอนหลักสูตร Storytelling For Leaders ให้ผมได้นำบางส่วนมาแชร์กับคุณผู้อ่านครับ

 

 

ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์

Principal Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 25 ม.ค.58