งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติปีนี้ ครั้งที่ 44 ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม - 10 เมษายน 2559 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

อาจารย์ต้องเข้าใจนะคะ หนังสือดีอาจไม่ใช่หนังสือขายดี” คุณฐิติกานต์ บก.คนเก่งของผมกล่าวอย่างปลอบประโลม แต่คำอธิบายฟังแล้วแปลยากพิลึก ตกลงนี่ชมหรือด่า?

ผมไม่ใช่นักเขียนหนังสือ ไม่มีวินัยชนิดตั้งเป้าจะต้องออกหนังสือได้ปีละเท่านั้นเท่านี้เล่ม แล้วมุ่งมั่นเขียนมันจนจบรวดเดียว 300-400 หน้าอย่างมืออาชีพ ตรงกันข้ามผมเป็นเด็กออกจะสมาธิสั้นด้วยซ้ำไป วันหนึ่งเขียนได้เต็มที่หน้าสองหน้ากระดาษก็เบื่อ

ถ้าอยากประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ คุณธัญต้องมีหนังสือเป็นของตัวเองสักเล่ม” อ.อภิวุฒิผู้เป็นโค้ชคู่ใจตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมาของผมแนะนำ เอ้า เมื่อเชื่อแกแล้วได้ดีมาตลอดก็จงเชื่อต่อไป กัดฟันพยายามผลักดันเรื่องราวในหัวลงสู่หน้ากระดาษ จนถึงวันนี้ได้มาสามเล่มแล้ว

สมองตัดสินด้วยหัวใจ... พ็อกเก็ตบุ๊คเล่มแรก พิมพ์กับสนพ.กรุงเทพธุรกิจ เล่มบางเพียงไม่ถึงสองร้อยหน้า หากมันคือชัยชนะระยะสั้น Quick Win บทพิสูจน์ว่าหนังสือเราก็มีคนหลงพิมพ์ให้เหมือนกันเว้ย ที่น่าเศร้าคือขายได้น้อยเล่มจนบก.บอกว่า “คิดเสียว่าเราไม่เคยพิมพ์ละกัน” ส่วนตัวผมแอบหวังลึกๆว่าวันหนึ่งเผื่อดังขึ้นมา (หรือเมื่อตายไปแล้ว) อาจมีคนตามหาซื้อเป็น Limited Edition ก็ได้

ผู้นำสมอง ใครๆก็เป็นได้... สนพ.เนชั่น บุ๊คส์โผล่มารับความเสี่ยงต่อ ครั้งนี้ บก.คนใหม่บอกอย่างมุ่งมั่นว่าอาจารย์ต้อง “เขียนเป็นหนังสือ ไม่ใช่พ็อคเก็ตบุ๊ค” นั่นแปลว่าจะสักแต่เอาบทความมาเย็บเล่มรวมๆกันไม่ได้ ตั้งสร้าง Content บางอย่างด้วย จึงเป็นที่มาของเรื่องราวการทำงานของสมอง Kero Model, Survival Pyramid, และ Brain-Based Leadership Matrix พร้อมกิจกรรมท้ายบทรวมแล้วก็กว่าสามร้อยหน้า

เล่มที่สองนี้ค่อยยังชั่ว แม้จะยังเหลือกองที่บ้านและโรงพิมพ์ แต่ก็ดูมีสง่าราศรีของนักเขียนขึ้นมาหน่อย ได้ออกทีวีโปรโมต มี Book Club ทางยูทูบ ไปนั่งเซ็นหนังสือที่งานฯ

ปรับสมอง เปลี่ยนชีวิต พิชิตเป้าหมาย... เล่มใหม่หมาดๆนี้เป็นผลงานสุดภาคภูมิใจ ใช้เวลาชีวิตผมไปกว่าหกปีกับการศึกษาทำความเข้าใจสมองเพื่อตกผลึกเรื่องภาวะผู้นำ ลงทุนเรียนปริญญาโทอีกใบจากต่างประเทศ จนออกมาเป็นโมเดล B.A.S.E., SIMGARD, และ F.I.G.H.T. แบบที่ตั้งใจให้เอาไปใช้กับคนทั้งในองค์กรและครอบครัวได้จริงๆ แถมโบนัสพิเศษคือ หว่านล้อมบก.จนยอมเอารูปภรรยาและลูกขึ้นปกได้สำเร็จอีกด้วย หุๆ

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

1.ใช้ Social และ Environment ช่วย ผมเป็นคนที่ไร้วินัยอย่างน่าสะพรึงกลัว เป้าหมายมีไว้เลื่อน Belief มีไว้เปลี่ยน โชคดีที่ B.A.S.E. โมเดลบอกว่าสมองผมไม่ฉลาดนักและหากรู้เท่าทันผมสามารถหลอกตัวเองให้เขียนหนังสือได้ด้วยสังคมและสิ่งแวดล้อม Social ในที่นี้หมายถึงทั้งคุณแอนของสลิงชอท ทั้งคุณวันเพ็ญแห่งกรุงเทพธุรกิจ และทั้งคุณฐิตกานต์กับทีมงานเนชั่นบุ๊คส์ที่คอยตามต้นฉบับ ส่วน Environment คือคอลัมน์รายสัปดาห์ที่ค้ำคออยู่ ไม่ส่งไม่ได้เดี๋ยวคุณผู้อ่านจะเสียใจ (จริงๆคือกลัวถูกยึดคอลัมน์คืนจ้ะ)

2.เส้นตายสร้างความคิดสร้างสรรค์ คุณสาธิต กาลวันตวานิช แห่ง propaganda ยอดแบรนด์ดีไซน์ดังของไทยบอกว่า “เส้นตายช่วยสร้างความสร้างสรรค์ได้” ผมเห็นด้วยกับประโยคนี้สุดใจ หลายครั้งที่บอกตัวเองว่าหมดมุกแล้ว ไม่มีอะไรจะเขียนสัปดาห์นี้ พอวันพุธแห่งการทวงต้นฉบับวนเวียนมาถึง ก็สามารถหาอะไรผุดในหัวขึ้นมาเขียนจนได้

เทคนิคของความสร้างสรรค์คือ จงสร้างเส้นตายแต่อย่าเร่งรัด การเร่งรัดคือ “เราจะไม่ออกจากห้องนี้จนกว่าจะคิดอะไรใหม่ๆได้” แต่เส้นตายคือ “ต้นฉบับส่งพุธหน้านะคะ” แบบแรกสมองเกลียดมากเพราะมันถูกบังคับให้คิดโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว แบบที่สองมีประโยชน์เพราะมันกระตุ้นให้สมองตกผลึกสิ่งที่คิดมาตลอดสัปดาห์เพื่อเกิดเป็นผลงานรูปธรรมให้ได้ภายในกำหนด

3.สร้างนิสัยการเรียนรู้ เมื่อใดที่หยุดเรียน เมื่อนั้นคุณจะหยุดเขียนโดยปริยาย ข้อคิดและความรู้ใหม่ๆสมัยนี้ล้วนเป็นการต่อยอดทั้งสิ้น ไม่มีอะไรผุดขึ้นมาในกอไผ่ ฉะนั้นหากอยากเขียนหนังสือสักเล่ม เริ่มด้วยสร้างนิสัยการเรียนรู้ให้ตนเอง ผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับสมองสัปดาห์ละเล่ม ฟังไปในรถทุกวันทั้งขาไปและขากลับจากสอน กว่าจะออกมาเป็นเจ้าสามเรื่องข้างบนได้นี่ นับดูอ่านไปแล้วเกือบร้อย

เล่าทั้งหมดมายาวเหยียด สรุปสั้นๆว่าสัปดาห์นี้พบกันที่งานหนังสือ(สมอง)นะครับ!
 

 



ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์
Principal Partner
สลิงชอท กรุ๊ป 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 27 มีนาคม 2559