Leading out-of-The-Box : สอนเจนวายให้อดทน

 

สมัยก่อนยามสมัครงาน หลายคนบรรจงเขียนในช่องความสามารถพิเศษ ว่า “ใช้โปรแกรม Microsoft Words, Excel, PowerPoint ได้ดี”

 

สมัยนี้ขืนเขียนอย่างที่ว่าลงไป นอกจากจะไม่ได้งานแล้ว HR อาจนั่งหัวเราะงอไปงอมาก่อนจะส่งไฟล์เราลงขยะอีกด้วย

 

อ้าว... งั้นควรเขียนอะไรถึงจะได้งาน? สำหรับน้องๆเจนวาย ควรเขียนว่ามีความสามารถพิเศษด้าน “Executive Function (EF) หรือการบริหารจัดการสมองส่วนหน้า” รับรองบริษัทจะรีบตะครุบตัวทันที

 

เมื่อปี 1962 Dr. Walter Mischel แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ทำการทดลองที่กระหึ่มมาจนถึงทุกวันนี้ งานวิจัยนี้เรียกกันง่ายๆว่า The Marshmallow Experiment

 

วิธีทำไม่ยาก เขาเอาเด็กวัย 3-5 ขวบมานั่งทีละคน แล้วส่งขนมให้คนละชิ้นก่อนบอกว่า “ขนมชิ้นนี้เป็นของหนู ถ้าอยากกินกินได้เลย แต่เดี๋ยวพี่จะออกไปข้างนอก 10 นาที หากพี่กลับมาแล้วขนมชิ้นนี้ยังอยู่ดี พี่จะเพิ่มให้อีกหนึ่ง รวมเป็นสองชิ้น” หลังจากนั้นก็ออกจากห้องไป ตั้งกล้องวิดีโอไว้เพื่อดูว่าเด็กจะทำอย่างไร ผมเรียกงานวิจัยนี้อีกชื่อหนึ่งว่า ‘การทรมานเด็ก’

 

เพราะคราวนี้เด็กต้องรบกับสมองตัวเอง ระหว่างใจหนึ่งซึ่งอยากกินขนมที่ตั้งล่ออยู่ตรงหน้า กับอีกใจที่รู้ว่าถ้ารออีกพัก จะได้สองก้อน เด็กบางคนรอได้ เด็กหลายคนตบะแตก รอไม่ไหว ผู้ใหญ่ก็สนุกไปกับการนั่งดูอากัปกริยาของเด็กความกระหึ่มเกิดเพราะ Dr. Mischel ทำการติดตามเด็กเหล่านี้ 30-40 ปีให้หลังจนโตเป็นผู้ใหญ่ และพบว่าเด็กกลุ่มที่รอได้ ประสบความสำเร็จมากกว่าเด็กกลุ่มที่รอไม่ได้ ในทุกๆด้านที่พึงวัดผล เช่น คะแนนเรียน สถาบันการศึกษา หน้าที่การงาน รายได้ ความสุขในชีวิตคู่ ความมั่นคงของครอบครัว ฯลฯ

 

Executive Function (EF) เป็นการทำงานของสมองส่วนหน้า ซึ่งมนุษย์ใช้ในการทำงานสี่ด้าน

1) Executive Attention หรือการโฟกัสกับงานตรงหน้าโดยไม่วอกแวก

2) Planning หรือการวางแผนเพื่อบรรลุเป้าหมาย

3) Decision Making หรือการพิเคราะห์ปัญหาเพื่อการตัดสินใจ และสุดท้าย

4) Impulse Control หรือการควบคุมตนเองให้ทำในสิ่งที่ควรทำ เช่น การอดทนอดกลั้นไม่กินขนมตรงหน้าเพราะรู้ว่า

มีอีกก้อนรออยู่ หรือ การอดทนทำงานที่ยังไม่เห็นผลในวันนี้เพราะรู้ว่าความเพียรคือหนทางสู่ความสำเร็จ อย่าเพิ่งรีบ Slow Life

 

 

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

- Executive Function ฝึกได้ ข้อเท็จจริงที่กระหึ่มไม่แพ้ Marshmallow Experiment คือสมองส่วนหน้าสามารถเทรนได้เหมือนกล้ามเนื้อ ผลการทดลองพบว่าเด็กสามขวบจะทนได้น้อยกว่าเด็กห้าขวบ และเด็กห้าขวบจะทนได้น้อยกว่าเด็กเจ็ดขวบ เพราะสมองส่วนหน้าใช้เวลาในการพัฒนาจากยามแรกเกิด งั้นหากอยากมี EF ที่แข็งแรง เร่งฝึกความอดทนอดกลั้น ใครพูดอะไรไม่เข้าหูลองฝึกฟังเฉยๆโดยไม่ตอบโต้ หัวหน้าสอนน่าเบื่อลองฝึกตั้งใจฟังโดยไม่เสียสมาธิ อยากได้โทรศัพท์ใหม่ลองฝึกตนเองให้ไม่วิ่งออกไปซื้อทันทีที่เปิดจอง

- การคบเพื่อนมีผล อาจารย์ท่านหนึ่งเคยสอนผมว่า “หากหมดไฟจะทำงาน อย่าคุยกับคนที่เบื่องานเหมือนกัน ให้ใช้เวลาอยู่กับคนที่ขยันและทุ่มเท” มิเช่นนั้นเรื่องที่คุยวันๆจะมีแต่เหตุผลว่าทำไมควรลาออก สมองอ่อนไหวกับสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ปกติ EF ก็ไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว “พรุ่งนี้สอบๆ ท่องหนังสือ อย่าเปิดเน็ต” เพื่อนดันมาตะโกนอยู่หน้าบ้าน “เฮ้ย ไปเตะบอลกันไหม” สมาธิที่วางไว้อาจพังทลายได้ง่ายๆเหมือนกัน

- หาวิธีจูงใจตัวเอง ผมมักเถียงคอเป็นเอ็นยามเจนอื่นๆบอกว่าเจนวายไม่อดทน “ลองไปดูเวลาสมัคร The Star หรือ True AF สิ น้องๆพวกนี้อดทนแค่ไหน” เข้าแถวได้ตั้งแต่เช้าถึงค่ำ แถมสมัครภาคกลางไม่ผ่าน รุ่งขึ้นบินไปสมัครภาคอีสานอีก รับรองไม่มีเจนใดอดทนเท่ากับเจนวายอีกแล้ว งั้นลองฝึก EF ตัวเองด้วยการเอาความรู้สึกนั้นจำลองมาใช้กับสถานการณ์ที่เราไม่ชอบ เช่น หากหัวหน้าบ่น ลองคิดว่านี่เป็นการ Audition คนที่จะผ่านการคัดตัวคือคนที่สามารถอดทนทำโดยไม่ปริปากนานที่สุด ได้เป็น The Star of The Company

 

แม้มุ่งเน้นเจนวาย แต่เจนอื่นๆก็สามารถนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ได้เช่นกันนะครับ เพราะยามเผลอทุกคนสามารถขาด EF ได้เสมอ เราถึงได้เห็นเคสพนักงานบริการทะเลาะกับลูกค้า คนขับรถปาดหน้าแล้วลงมาตบกันหรือผู้บริหารนอกใจภรรยาอยู่เรื่อยๆ

ส่วนคุณผู้อ่านที่เป็น HR หากได้ใบสมัครน้องๆที่เขียนว่า ‘EF’ มา วันนี้ก็รู้แล้วนะครับว่าคืออะไร!

 

ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์

Principal Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 28 ก.ค.58