Leading out-of-The-Box: สมอง Gen X กับ สมอง Gen Y

 

“ยื่นใบลาออกที่นี่แล้วจะไปทำงานที่ไหนคะ?”  HR วัยสี่สิบกลางๆถามพนักงานตรงหน้า

“ยังไม่มีครับพี่ กะว่าจะพักสักแป๊บแล้วค่อยหาใหม่” หนุ่มเจนวายที่เพิ่งพ้นโปรได้หกเดือนตอบกลับอย่างมั่นใจ

“อ้าว...แล้วจะดีเหรอ? ไม่อยู่ไปก่อนล่ะ หางานใหม่ได้แล้วค่อยไปดีกว่านะ” ผู้อาวุโสแนะนำ

“ไม่เอาอ่ะพี่ ใจมันไม่ได้แล้ว นี่ผมเก็บของหมดแล้ว รอคุยกับพี่ให้จบอย่างเดียว” คำตอบกลับรวดเร็ว

ผู้จัดการ Gen X ขมวดคิ้วอย่างไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ตวัดปากกาเซ็นชื่ออย่างลวกๆ

 

วันนี้จะลองนำ Framework ง่ายๆของผม สมองส่วนหน้า – สมองส่วนหลัง แห่ง Brain-Based Leadership มาประกอบการทำความเข้าใจความหลากหลายของ Generations ดู Gen X ในที่นี้ผมหมายถึงพนักงานที่อายุระหว่าง 32-48 ส่วน Gen Y หมายถึง พนักงานที่อายุน้อยกว่า 32 ลงไป ในองค์กรส่วนมากฝ่ายแรกจะเป็นหัวหน้าฝ่ายหลัง

 

Generation X เป็นเจเนเรชั่นแห่งสมองส่วนหน้า จากการสรุปของคนในห้องคือ “เหตุผลเหนืออารมณ์ ควรทำ สำคัญกว่าอยากทำ มีวินัย อดทน รู้หน้าที่ เคารพความอาวุโส ภักดีกับองค์กร ให้ความสำคัญกับ Work/Life Balance สาเหตุเพราะเจนเนเรชั่นนี้เติบโตมากับสังคมที่พยายามจัดระเบียบตัวเองด้วยเทคโนโลยี คนมักสนใจเรียนด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ หรือวิชาการบริหารจัดการ สิ่งแวดล้อมก็จะรายล้อมไปด้วยเครื่องไฟฟ้ายุคเริ่มแรก เช่น Walkman, Nokia 3310, รถเกียร์ธรรมดา, ระบบปฏิบัติการ dos ตอนเด็กได้รับการปลูกฝังด้วยค่านิยม เรียนให้สูงๆจะได้เป็นเจ้าคนนายคนถูกเลี้ยงให้อยู่ในกฎเกณฑ์ พ่อแม่ตีไม่ใช่เรื่องแปลก ผู้ชายใส่ตุ้มหูผู้หญิงตัดผมเกรียนเป็นเรื่องต้องห้าม ไปโรงเรียนต้องสวดมนต์ก่อนเคารพธงชาติ และแน่นอน... ออกจากงานโดย ไม่มีเหตุผล ไม่ได้

 

ส่วน Generation Y เป็นเจเนเรชั่นแห่งสมองส่วนหลัง ที่ได้ยินจากในห้องเช่นกันคือ “อารมณ์เหนือเหตุผล อยากทำ สำคัญกว่าควรทำ ชอบความรวดเร็ว ไม่ชอบรอ กล้าแสดงออก มั่นใจ จินตนาการบรรเจิด พูดตรง กล้ารับ feedback ยึดตนเองเป็นหลัก แต่ถูกโน้มน้าวได้ง่ายจากเพื่อนและสังคม อดทนในสิ่งที่สำคัญกับตัวเอง เช่น ออดิชั่นเดอะสตาร์ส” บางทีถูกแซวว่าเป็น Generation Me เพราะเติบโตมากับการไม่ต้องรออะไร เทคโนโลยีใช้ง่ายเช่นไอแพ็ดไอโฟนเป็นปัจจัยที่ห้าของชีวิต นักศึกษาส่งการบ้านทางอีเมล์ไม่ต้องเสียเวลามาคณะ มีเซเว่นมีสตาร์บัคส์ทุกหัวมุม ซื้อโค้กไม่ต้องหาขวด อยากได้โทรศัพท์ใหม่ก็ไม่ต้องเก็บตังค์ สามารถ SCB ดีจัง 0% สิบเดือนได้ เจนนี้จึงไม่ต้องฝึกพลังสมองส่วนหน้ามากนักหนักไปทางส่วนหลังมากกว่า และแน่นอน... ทนทำงานโดยที่ ไม่มีใจไม่ได้

 

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

 

1.    เข้าใจสมองอีกเจน สมองที่ถูกพัฒนาการมาด้วยการใช้เหตุผลของหัวหน้าย่อมยากจะเข้าใจสมองที่ถูกเกลามาด้วยสิ่งแวดล้อมที่เน้นอารมณ์ของลูกน้อง ข้อแนะนำคือ ระวังอย่าใช้วิธีคิดของตนเองตัดสินอีกฝ่าย แทนการคิดว่าลูกน้องหยิบโหย่งไม่อดทน ลองเปลี่ยนวิธีคิดดีไหมว่าทำอย่างไรพวกเขาจึงจะตื่นมาแล้วมีความสุขกับการทำงานในทุกๆวัน?

 

คุณนิวัตต์ จิตตาลานผู้บริหารเจนวายชั้นแนวหน้าแห่ง KTC ให้สัมภาษณ์เสมอว่าที่ปรึกษาส่วนตัวคือลูกชายวัย 16-17 ของท่าน ทำให้เข้าใจว่าคนรุ่นใหม่คิดอย่างไร “ถ้าองค์กรมัวแต่สร้างลอยัลตี้อยู่ จะเจอปัญหา หนึ่ง ต้นทุนสูง สอง ลูกค้า(และลูกน้อง)ไม่ได้อยู่กับเราจริงๆ...ทฤษฎีการตลาดเดิมต้องโยนทิ้งหมด”

 

2.    ประสานสมอง สุดยอดผู้นำสมองคือ ผู้ที่สามารถใช้เหตุผลในการวางแผนแก้ปัญหา และใช้อารมณ์ในการโน้มน้าวทีมให้ประสบความสำเร็จ หากวัดตามความถนัดของสมอง Gen X จะชำนาญอย่างแรกในขณะที่ Gen Y จะเน้นส่วนที่สอง ทำอย่างไรจะให้ทีมของคุณได้ประโยชน์จากทั้งสองศักยภาพสมองนี้?

 

3.    ใครง้อใคร? Gen X หลายคนทำใจรับไม่ค่อยได้กับประเด็นนี้ แต่ Gen Y คืออนาคต โลกยุค AEC ที่โอกาสใหม่ๆเปิดกว้างเกินขอบเขตประเทศไทย และสังคมสูงอายุที่ขาดคนวัยแรงงาน ข้อเท็จจริงก็คือในปัจจุบันงาน ง้อคนและหัวหน้า ง้อลูกน้อง น้องสาวผมผู้บริหารโรงแรมในเครือหลายสิบแห่งบ่นอยู่ทุกวันไม่รู้ว่า คนมีความสามารถหายไปไหน ผู้จัดการ Gen X ท่านหนึ่งเล่าว่าลูกน้อง Gen Y บอกในวันที่ลาจากหัวหน้าประมาณว่า สุนัขยังไม่อดตาย ...ซึ่งไม่ถูกนักแต่ก็จริง งั้นสำหรับองค์กรและหัวหน้า ภูเขาน้ำแข็งของคุณกำลังละลายหรือเปล่า? จะทำอย่างไรให้สมการนี้กลับมาเป็น เขาง้อคุณอีกครั้ง?

 

สมอง Gen X กับ Gen Y ในองค์กรของคุณผู้อ่านล่ะครับ ตอนนี้ทำงานร่วมกันได้ดีแค่ไหน?



[ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 6 ก.ค.57]