ร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ

ในฐานะคนไทย เราอยากเห็นประเทศเป็นอย่างไรในอีก 10 ปีข้างหน้า?

“โครมคราม โช้งเช้ง... เปรี้ยงๆ”  เสียงอึกกะทึกครึกโครมดังมาจากนอกบ้าน

อะไรกันวะ? เอ็มควูตู หนุ่มใหญ่ผิวสีนิลยั้งมือที่กำลังจะฟาดลงตรงหน้า สะบัดร่างเล็กแบบบางกระเด็นหวือไปกระแทกโต๊ะไม้ดังสนั่น เขาก้าวข้ามตัวภรรยาไปอย่างลวกๆ ชะโงกหน้าตรงหน้าต่าง แล้วแทบไม่เชื่อสายตาในสิ่งที่เห็น

นอกรั้วบ้านมีคนยืนเรียงรายอยู่ไม่ต่ำกว่าสิบคน ทั้งผู้ใหญ่ เด็ก ผู้ชาย และผู้หญิง ทุกคนถือหม้อ ชาม ไห ทัพพี กระบวย และต่างกำลังกระหน่ำตีภาชนะดังสนั่น

“หยุดทำร้ายผู้หญิง หยุดใช้ความรุนแรง” เสียงจากคนเหล่านั้นดังมา 

“อย่ายุ่งเรื่องของชาวบ้าน!” เอ็มควูตูตวาด กระชากบานหน้าต่างปิดโดยแรง แต่เพื่อนบ้านของเขาไม่ลดรา

“หยุดทำร้ายผู้หญิง หยุดใช้ความรุนแรง โครมคราม โช้งเช้ง... เปรี้ยงๆ”  ดังต่อมาอย่างต่อเนื่อง 

เอ็มควูตูหันไปมองภรรยาที่ยังหมอบอยู่กับพื้น ความรู้สึกบางอย่างเริ่มแทรกซึมในสมองของเขา คล้ายว่าเสียงตีเกราะเคาะกระป๋อง กำลังพาสามัญสำนึกลอยมาด้วยตามลม

หนังสือ Influencer: The New Science of Leading Change เขียนโดย Joseph Grenny และทีม เล่าถึงเหตุการณ์นี้ในประเทศ Tanzania ทวีปแอฟริกา ปี 1993-1995 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดปัญหาการใช้ความรุนแรงกับผู้หญิง โดยเฉพาะคนในครอบครัว รัฐบาลพยายามแก้ด้วยนโยบายเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผล

ทีมขับเคลื่อนจึงลองวิธีที่แตกต่าง โดยร่วมมือกับสถานีวิทยุทำละครเรื่อง Twende Nawa Kati หรือ ‘ปล่อยใจไปกับเวลา’ ออกมา หนึ่งในตัวเอกคือ เอ็มควูตู วัยสี่สิบปี มีอาชีพขับรถสินค้ารับจ้าง แต่งงานแล้ว และแน่นอน มีนิสัยชอบทำร้ายภรรยา

วันหนึ่ง เอ็มควูตู กลับบ้านตอนเย็นด้วยความหงุดหงิด แล้วเริ่มกิจวัตรการลงมือลงไม้กับคนใกล้ตัวเช่นเคย แต่ครั้งนี้ ผู้กำกับเขียนบทให้เพื่อนบ้านของเขาไม่ยอมนั่งดูเฉยๆอีกต่อไป ต่างคว้าหม้อ ไห กระทะ ออกมายืนหน้าบ้านและพร้อมใจกันเคาะเพื่อส่งเสียงเตือนเอ็มควูตูว่า “พวกเรารู้ว่านายกำลังทำอะไรและเราไม่ชอบ ถ้าอยากอยู่อย่างเป็นสุขในสังคมนี้ จงหยุดซะ”

ได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากที่ละครตอนนี้แพร่ออกไป พลเมือง Tanzania เริ่มเลียนแบบการเคาะภาชนะนี้บ้างเมื่อเห็นพฤติกรรมรุนแรงจากคนใกล้ๆตัว กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ขยายผลเชิงลูกโซ่ และทำให้นิสัยของสามีดังกล่าวลดลงอย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ข้อคิดสู่ผู้นำสมอง

เราคือองค์กร องค์กรก็คือเรา ผมมักได้ยินพนักงานพูดบ่อยๆว่าองค์กรเป็นอย่างนั้น องค์กรเป็นอย่างนี้ โดยเราอาจลืมไปว่าสังคมรอบๆตัวก็ประกอบจากตัวเรานั่นแหละ หากอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ก็ต้องเป็นเราที่จะเริ่มสร้างมัน ดาบของขุนศึกย่อมตีมาจากเหล็กที่แข็งแรง เราไม่ช่วยกันเปลี่ยน ประเทศก็ไม่เปลี่ยน

หัวใจอยู่ที่การสร้างพลังร่วม คุณวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย กล่าวไว้อย่างน่าคิดว่า “โครงการเพื่อสังคมส่วนใหญ่ยังขาดการสนับสนุนทรัพยากรในมิติที่กว้างกว่า ‘แหล่งทุน’ เราขาดกลไกการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือและการระดมทรัพยากรต่างๆในระยะยาว” ซึ่งผมแปลเองง่ายๆว่าสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไทยมิใช่ ‘เงินบริจาค’ แต่คือ ‘การช่วยกันคนละไม้ละมือ’ ของพวกเรา ดำริ ‘ร้อยพลังเปลี่ยนประเทศ’ จึงมีพันธกิจการเป็นพื้นที่/กลไก/ช่องทางเพื่อระดมทรัพยากรประเภทต่างๆ ได้แก่ คน เครือข่าย แหล่งทุน องค์ความรู้ บริการและอื่นๆ ในการร่วมแก้ปัญหาสังคมไทยอย่างยั่งยืน

“...ไม่เด่นไม่ดัง จะไม่หันหลังกลับไป ทุกวันคืนนอนร้องไห้ อีกเมื่อไหร่จะได้ดี”  เสียงเพลง นักร้องบ้านนอก ของคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ ฟังครั้งใดก็เพราะจับใจ ไม่น่าเชื่อว่ามันอาจย้อนกลับมาสร้างอุปสรรคอย่างคิดไม่ถึง

โครงการ ‘คนกล้าคืนถิ่น’ สนับสนุนให้คนไทยในต่างจังหวัดย้อนนำความรู้กลับไปพัฒนาถิ่นกำเนิด แต่ยัยเป้ พัดชา เพื่อนรักของผมเล่าว่าปัญหากลับเกิดจากคนในพื้นที่ “พ่อแม่ปู่ย่าตายายเค้ามีความเชื่อว่าถ้าไปกรุงเทพแล้วกลับมาบ้าน แสดงว่าล้มเหลว ไปไม่รอด ไม่เหมือนลูกบ้านอื่น” พลังไทยหลายคนจึงต้องย้อนกลับเข้าเมืองใหม่เพราะทนแรงกดดันไม่ไหว 

งั้นหากเราใช้วิธีแบบ Twende Nawa Kati ที่ Tanzania บ้างจะได้ไหม? ร่วมมือกับค่ายเพลงที่มีชื่อเสียงสักแห่ง แต่งเพลงลูกทุ่งเพื่อเปลี่ยนค่านิยมเดิม สร้างความเชื่อใหม่ว่าการคืนถิ่นเป็นเรื่องที่ดี 

“...อยากเด่นอยากดัง ก็แค่หันหลังกลับไป ทุ่มชีวิตและหัวใจ สร้างแผ่นดินไทยให้ใครๆเขาร่ำลือ”

มาร้อยพลังเปลี่ยนประเทศกันไหมครับ?

 


ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์
Principal Partner 
สลิงชอท กรุ๊ป
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 11 ต.ค.58