Leading out-of-The-Box : รักแท้แพ้ใกล้ชิด

รักแท้แพ้ใกล้ชิด จริงหรือเปล่า? สำหรับคู่รักผมไม่รู้ แต่สำหรับสมองแล้วจริงแท้แน่นอน

 

ใครเป็นคนเจเนเรชั่นเดียวกับผมคงยังพอจำสมัยที่เราซื้อ ‘เทปเพลง’ ที่มีหน้า A และหน้า B ได้ จริงๆแล้วในหนึ่งอัลบั้มมีเพลงที่อยากฟังเพียง 2-3 เพลงเท่านั้นแหละ หากพอเปิดฟังไปเรื่อยๆเพราะขี้เกียจกรอเทป (เจนวายแอบถามว่า กรอ คืออะไร?) เจ้าเพลงที่เราไม่ค่อยชอบก็จะค่อยๆเพราะขึ้นมาเอง กว่าจะรู้ตัวก็สามารถร้องตามไประหว่างขับรถได้แล้ว

 

นั่นเป็นเพราะสำหรับสมอง ‘รักแท้แพ้ใกล้ชิด’

 

เทคนิคหนึ่งสำหรับคนที่อยากลดน้ำหนักคือ ‘เปลี่ยนขนาดจาน’ มีการทดลองโดย Dr. Brian Wansink แห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ให้ลูกค้ากินซุปด้วยชามพิเศษ ชามที่ว่านี้สามารถเติมได้จากก้นถ้วยโดยเจ้าของไม่รู้ตัว “ผมอยากรู้ว่าคนจะหยุดกินเมื่ออิ่มหรือหยุดกินเมื่อหมด?”  นักวิจัยผู้นี้กล่าว คุณผู้อ่านคิดว่าผลเป็นอย่างไรครับ?

 

ผลปรากฎว่า กลุ่มคนกินซุปในชามที่ไม่มีวันหมดนี้บริโภคอาหารเข้าไปมากกว่ากลุ่มที่กินในชามปกติถึง 73%

“ก็กินเท่าไหร่มันไม่หมดเสียที” ที่สำคัญเจ้าตัวไม่ได้รู้สึกด้วยว่ากินเยอะ ข้อสรุปคือ ความอิ่มของเราวัดด้วยปริมาณของอาหารตรงหน้า ไม่ใช่ปริมาตรของกระเพาะ ชามเล็กก็กินน้อย ชามใหญ่ก็กินเยอะ

 

หนังสือเรื่อง Influencer: The New Science of Leading Change โดย Joseph Grenny and Kerry Patterson เล่าถึงสิ่งที่เรียกว่า Propinquity (โพรพ-อิ้งค์-ควิต-อี้) แปลง่ายๆว่ารักแท้แพ้ใกล้ชิดสมองจะเปลี่ยนแปลงตามสัดส่วนของระยะทาง ยิ่งใกล้ยิ่งเปลี่ยน ยิ่งไกลยิ่งห่าง สำหรับการทำงานนั่นหมายความว่า หากคุณอยากให้คนของคุณทำอะไร ลองทำพฤติกรรมเหล่านั้นให้ง่าย ใกล้ตัว และชัดเจนที่สุด

 

ร้านอาหารแห่งหนึ่ง มีปัญหาเรื่องพนักงานแพ็คของไม่ได้มาตรฐานทำให้ต้องเสียเวลาปรับแก้ ผู้จัดการใช้วิธีเพิ่มขีดเล็กๆด้านในของภาชนะพร้อมคำว่า ‘เติมถึงจุดนี้’ ง่ายแต่ได้ผล คุณธนา เธียรอัจฉริยะ สมัยเป็นผู้บริหารดีแท็คยกตัวอย่าง Propinquity ที่ทำให้คนอมยิ้มทั้งงาน ท่านกล่าวถึงการเอารูปเป้าวงกลมสีแดง

ไปติดไว้ในโถปัสสาวะ ทำให้ ‘การเล็ง’ ของผู้ใช้แม่นขึ้นเยอะ ช่วยรักษามาตรฐานความสะอาดและประหยัดค่าใช้จ่ายพนักงาน

 

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

 

ใช้ Propinquity ให้เป็นประโยชน์ ลองใช้กลยุทธ์ความใกล้ชิดกับคนของคุณ สังเกตพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ แล้วดูว่าเราได้ให้ตัวช่วยสมองเขาอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง ผมทำงานกับหลายองค์กรที่อยากมีวัฒนธรรม Effective Meeting การประชุมอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ห้องประชุมไม่ยักมีนาฬิกาสักเรือน แล้วสมองจะตรงเวลาได้อย่างไร?

สร้างวัฒนธรรมความใกล้ชิด หากคุณเป็นหัวหน้าลองถามตัวเองว่าปัจจุบันใช้ ‘รักแท้’ หรือ ‘ความใกล้ชิด’

 

1) การนำด้วยรักแท้พฤติกรรมของหัวหน้าคือ อยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ เชื่อว่าทุกคนในทีมเป็นคนดี มีความมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อองค์กร อยากเติบโตในหน้าที่ ฉะนั้นพวกเขาก็คงตั้งใจทำงานกันอย่างเต็มที่แม้ไม่เห็นหน้าเรา หรือ

 

2) การนำด้วยความใกล้ชิดพฤติกรรมคืออยู่ใกล้ๆคอยดูแล ลูกน้องหันมายามมีปัญหาเป็นพบ ลูกน้องมีไอเดียอยากนำเสนอพี่ก็อยู่ตรงนั้น เขาอกหักก็คอยไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ ไม่บอกอย่างห่างเหินแค่ว่า “หากงานไม่เสียก็ไม่เป็นไร”

ในอดีตผมเคยทำงานกับหัวหน้าที่โทรหาได้เสมอ แกจะเต็มใจฟังตั้งใจแนะนำแม้ผมคุยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับองค์กรโดยตรง รับปากอะไรก็จัดการให้ตามนั้น พอเกิดการเปลี่ยนแปลงให้มาพบกับหัวหน้าที่ใช้การทำงานแบบ ‘เชื่อใจ’ เรา แปลว่า นานๆคุยกันที ถ้าลูกค้าไม่มีปัญหาก็ไม่ต้องคุยไว้ใจว่าผมจัดการได้ ฟังดูน่าจะดีแต่ผมกลับพบว่าความห่างทำให้รักแท้ในหัวใจตัวเองรวนเรอย่างน่าประหลาด

 

3) ใช้วิสัยทัศน์สร้างระยะทาง ผู้บริหารบางท่านบอกว่า “ผมไม่มีเวลาใกล้ชิดกับคนตั้งเยอะแยะในองค์กร” หรือ “มันไม่ใช่สไตล์ผมอาจารย์” งั้นวิธีใช้ Propinquity อีกทางคือสร้างความใกล้ชิดผ่านวิสัยทัศน์ร่วมกัน เคยสังเกตไหมครับว่าทำไมกีฬาทำให้คนที่ไม่เคยรู้จักมักจี่มาเป็นพวกเดียวกันได้อย่างน่าประหลาด “อาจารย์เด็กทีมไหนครับ?” ผมมักถูกถามระหว่างพักกลางวัน พอคนในโต๊ะพบว่าเราเชียร์ทีมเดียวกันความใกล้ชิดจะพุ่งกระฉูดชั่วพริบตา งั้นผู้นำควรหาวิธีทำให้คนรู้สึกว่าเรา ‘มีชัยชนะเดียวกัน’  ด้วยวิสัยทัศน์ร่วม

 

นี่ล่ะครับข้อคิดจาก Propinquity คุณผู้อ่านล่ะครับ เผลอห่างเหินจนทำให้รักแท้จากคนใกล้ตัวเริ่มจืดจางบ้างหรือเปล่า?

 

ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์

Principal Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 8 มีนาคม 2558