Leading-out-of-The-Box : ยาอายุวัฒนะ

 

ยาอายุวัฒนะของสมองคือ... การออกกำลัง

“อาจารย์อายุเท่าไหร่คะ?”

หากผมได้เงินร้อยบาททุกครั้งที่เจอคำถามนี้จากคนในองค์กรต่างๆ ป่านนี้คงเป็นเศรษฐีไปแล้ว

“โห... ทำไมอาจารย์หน้าเด็กจังคะ?” พอทราบคำตอบคำถามที่สองจะตามมาทันควัน

ที่ผ่านมาทุกครั้งผมเพียงแค่ยิ้ม แต่นี่เป็นสัปดาห์แห่งวันแม่ งั้นขอตอบด้วยข้อเท็จจริงแล้วกันว่า

“ผมได้มาจากแม่ครับ!”

หากใครรู้จักคุณแม่ผม คุณนวลนาถ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หรือ พี่ตั๋น ของหลายๆคน จะทราบว่าแม่เป็นคนที่หน้าเด็กมาก เด็กมาแต่ไหนแต่ไร ชนิดว่าไปเป็นประธานในที่ประชุม ผู้คนขมวดคิ้วและต้องเลิกแว่นดูทุกที ปัจจุบันคุณแม่อายุ 77 แล้ว แต่ยังดี๊ด๊าไปไหนมาไหนคล้ายเมื่อยามสาวๆ ผมโทรไปหาที่บ้านมักได้รับคำตอบว่า “คุณย่า(ของเด็กๆ)ไปญี่ปุ่นค่ะ ไปเยอรมันค่ะ ไปฝรั่งเศสค่ะ ไปสิงคโปร์ค่ะ ไปเชียงใหม่ค่ะ ฯลฯ” นับแห่งไม่ถ้วน คุณแม่จะมี ‘แก้งค์สาวน้อย’ ของท่านที่เที่ยวละไมไปด้วยกันตลอดๆ

กระทั่งเดี๋ยวนี้ คนเริ่มทัก ดร.ธรณ์ พี่ชายผมว่า “หน้าแซงแม่ไปแล้วนะ”

ที่สำคัญคุณแม่ไม่ได้หน้าเด็กเพียงอย่างเดียวแต่สมองยังกระฉับกระเฉงประหนึ่งสาวรุ่นอีกด้วย ทุกวันนี้ท่านเป็นกรรมการมูลนิธิคนพิการ ดูแลการบริหารจัดการบริษัทเอกชนของเพื่อน ทรัพย์สินกิจการจากคุณตาคุณยายแทนพี่น้องทั้งแปดคน และยังเป็นที่ปรึกษาให้ผมกับพี่ธรณ์เสมอๆ หลายครั้งด้วยความคิดเฉียบแหลมที่คนหนุ่มอย่างเราสองคน ‘ตามไม่ทัน’

เมื่อผมหน้าเด็กแต่พี่ชายหน้า...โฮะๆ หากคิดอย่างนักวิทยาศาสตร์ กรรมพันธุ์ หรือ Nature อย่างเดียวคงอธิบายไม่ได้ทั้งหมด อาจมีองค์ประกอบของการประพฤติปฏิบัติตนแบบ Nurture ด้วย ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ ‘การออกกำลัง’ ที่ผมเปรียบเทียบเสมือนยาอายุวัฒนะของสมองนั่นเอง กิจวัตรประจำของคุณแม่คือการอยู่ที่ห้องยิมสัปดาห์ละหลายๆวัน วันละสองสามชั่วโมง ทั้งเดินสายพาน ทั้งสเต็ป ทั้งปั่นจักรยาน และทำต่อเนื่องมากว่าสามสิบปี

“คุณป้าเป็นนักเรียนอายุมากที่สุดตั้งแต่ผมเคยเทรนมา” ครูหนุ่มผู้สอน Pilates กล่าวอย่างตื่นตะลึงเมื่อรู้ว่าคุณแม่อายุเท่าไหร่

Dr. John Medina หนึ่งในฮีโร่ด้านสมองของผมบอกไว้ในหลักสูตร Your Best Brain: The Science of Brain Improvement ว่า งานวิจัยจากทุกแขนงชี้ชัดตรงกัน “หากอยากให้สมองดี จงออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ” แถมให้ผลทันใจอีกด้วย เช่น นักศึกษาที่ออกกำลังก่อนการเข้าห้องสอบทำคะแนนได้ดีขึ้นถึง 17% และเพียง 40 นาทีบนลู่วิ่งสามารถขยับผลสอบจากเกรด B เป็นเกรด A!

 

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

·        หากอยากใช้สมองได้อย่างเต็มที่ จงออกกำลัง ประโยชน์ของการออกกำลังกายต่อสมองนั้นมากมายสาธยายไม่หมด ช่วยให้ออกซิเจนไปเลี้ยงได้ดียิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มฮอร์โมนหล่อเลี้ยงสมอง ช่วยป้องกันการสูญสลายของเซลส์ Hippocampus ซึ่งสำคัญยิ่งต่อการเรียนรู้และความจำ หนูที่วิ่งทุกวันๆละห้ากิโลมีขนาดของสมองส่วนนี้ใหญ่กว่าหนูที่นอนอืดถึงสองเท่า

·        ไม่ต้องมากก็ได้ผล ข่าวดีคือ Dr. Medina บอกว่าเราไม่ต้องวิ่งมากขนาดหนูก็สามารถประสบผลดีต่อสมอง การออกกำลังแบบ Aerobic เช่นวิ่ง เดินแกว่งแขน ขี่จักรยาน แม้เพียงหนึ่งชั่วโมงต่อสัปดาห์นักวิจัยก็สามารถวัดการเปลี่ยนแปลงของสมองคุณได้แล้ว อย่างเป็นทางการปริมาณที่แนะนำคือวันละ 40 นาที ห้าวันต่อสัปดาห์

·        ทำให้เป็นนิสัย หัวใจของการออกกำลังคือต้องทำจนสมองติดเป็นนิสัย กำหนดเวลาเลือกสถานที่ให้สม่ำเสมอ ทำจนไม่ต้องคิดแล้วว่านี่คือเวลาที่ต้องออกกำลังกาย โค้ชชี่ของผมท่านหนึ่งเริ่มวิ่งทุกเย็นหลังเลิกงาน พอเก็บของปุ๊บเปลี่ยนรองเท้าปั๊บ “จนผมติดแล้วครับอาจารย์ วันไหนไม่ได้วิ่งจะรู้สึกโหวงๆทำอะไรไม่ถูก” พี่ยูรเล่าว่าทุกวันนี้จากน้ำหนัก 90 กว่ากิโลเหลือเพียง 75 พร้อมสมองที่สดใสกว่าเพื่อนๆวัยเดียวกัน

ผมเชื่อว่าอีกไม่นาน องค์กรต่างๆจะเริ่ม ‘บังคับ’ ให้พนักงานทุกคนต้องออกกำลัง ชนิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Job Description เลยเชียวล่ะ เพราะงานวิจัยพบว่าสมาชิกในทีมที่ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงกว่าคนที่นั่งจุ้มปุ๊กทั้งวันถึง 15% แปลง่ายๆว่าพวกเขาทำงานเสร็จกลับบ้านได้ตั้งแต่สี่โมงครึ่ง ในขณะที่คนอื่นต้องอยู่ถึงหกโมงเย็น

ทุกวันนี้ผมพยายามออกกำลังให้ได้อย่างคุณแม่ ทั้งเล่นเทนนิส วิ่ง และเวทเทรนนิ่ง เพื่อช่วยสมองให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ ตามที่วิทยาศาสตร์บอก

ส่วนเรื่องหน้าเด็กนั้นเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้นเองครับ!

ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์

Principal Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 16 ส.ค.58