Leading-out-of-The-Box : ฝึกลูกให้กินผัก


“ทำอย่างไรให้ลูกกินผัก?”


ผมรู้สึกไม่เชื่อสายตาตัวเองทุกครั้งที่เห็นลูกสาวและลูกชายนั่งเคี้ยวผักตุ้ยๆอย่างเอร็ดอร่อย เพราะตั้งแต่เล็กมาผมเป็นคนไม่กินผัก สมัยก่อนแม้ผักโรยยังต้องเขี่ยออก พอได้ยินเจ้าธีร์บอกว่า “I love broccoli” จึงรู้สึกทึ่งในฝีมือคุณภรรยาที่สามารถ lead change อันยากยิ่งนี้กับลูกๆได้


งั้นวันนี้เราแชร์ข้อคิดกับผู้นำสมองจากหนังสือเรื่อง The Advertising Effect: How to change behavior โดยกูรูด้านการโฆษณา Adam Ferrier กันสักนิด ว่าด้วยวิธีการต่างๆในการปรับพฤติกรรมลูกให้กินผัก ลูกน้องให้เปลี่ยนวิธีการทำงาน หรือ หัวหน้าให้เปลี่ยนวิธีการบริหาร


1) ปล่อยตามธรรมชาติ อาจเป็นวิธีที่ดูไม่ค่อยแอคทีฟเท่าไหร่ แต่อย่าลืมว่ามันก็เป็นออพชั่นเหมือนกัน การที่ลูกไม่กินผักในวันนี้อาจไม่เป็นไรก็ได้ หากวันหนึ่งเขาก็จะกินได้เอง สุดท้ายผมเองปัจจุบันก็กินผักได้เหมือนปุถุชนธรรมดาคนหนึ่ง ข้อดีคือไม่ต้องเหนื่อยจ้ำจี้จ้ำไชหรือทะเลาะบาดหมางกัน แต่ข้อเสียคือกว่าเค้าจะคิดได้อาจเสียเวลาที่จะได้สารอาหารอย่างครบถ้วนไปหลาย(สิบ)ปี


2) โน้มน้าว วิธีนี้เริ่มใช้ทักษะของนักบริหารเข้ามาช่วย ด้วยการดู Ease และ Motivation ของเด็กในการกินผัก ความ ‘ง่าย’ ในการกินผักประกอบจากสองส่วน อุปสรรคที่ขัดขวางการกิน เช่น ผักรสชาติขมหรือแข็งอย่างคะน้า และ โอกาสที่จะได้กินผัก เช่น สมัยผมเด็กๆพี่เลี้ยงทำอาหารแยกต่างหาก วันๆเลยมีแต่หมูทอดไก่ทอดไม่เคยเจอผัก งั้นลองหาวิธีปรับให้การกินผักของลูกเป็นเรื่องง่ายขึ้น เช่น เริ่มจากผักใบอ่อนไร้กลิ่นกินง่าย และให้นั่งโต๊ะร่วมสำรับกลางกับผู้ใหญ่

‘แรงกระตุ้นจูงใจ’ ก็แบ่งเป็นสองส่วนเช่นกัน หนึ่งคือความอยากของตัวเด็กเองในการกินผัก และ สังคมมองการกินผักอย่างไร การกินผักนั้นอินเทรนด์แค่ไหนในหมู่เพื่อนเด็ก

“กินผักสุขภาพเอ็มเค ได้ลองแล้วจะร้องเย้ๆ กินผักๆๆ กินผักๆๆ” คุณผู้ฟังหลายท่านอาจทันโฆษณานี้ หรือบางคนเก๋ากว่าอาจจำ “ผักสีเขียวนั้นไม่น่ากิน ก็ชุบแป้งโกกิแล้วทอด...เป็นผักสีทอง” ได้ เหล่านี้เป็นโฆษณาตัวช่วยคุณพ่อคุณแม่ในการเปลี่ยน Motivation ของเด็กที่มีต่อการกินผัก

มุมมองที่น่าสนใจของ Ferrier คือ การนำเสนอผักว่ามีประโยชน์นะลูกอาจดูไม่ค่อยถูกใจผู้บริโภค เพราะสิ่งที่เด็ก (และสังคมของเด็ก) ชอบกินคือ ของไม่มีประโยชน์อย่าง Junk Food มากกว่า เช่นลูกสาวผมมักอมข้าวแต่กลืนขนม เป็นต้น โครงการ Operation Baby Carrots จึงใช้วิธีปรับแรงจูงใจเสียใหม่ด้วยการโปรโมตว่าแครอตนั้นเป็นขนมกรุบกรอบไม่ใช่ผัก ทำแพคเกจจิ้งให้เหมือนถุงขนม และวางขายตามชั้นขนมแทนการวางในแผนกผักผลไม้ อาจคล้ายสาหร่ายเถ้าแก่น้อยของบ้านเรา


3) บังคับ ไม่น่าเชื่อว่าสุดท้ายแล้ววิธีนี้เวิร์คที่สุด หากอยากให้ลูกกินผัก ไม่มีอะไรดีกว่าการ ‘ให้เขากินผัก’ Action changes attitude faster than attitude changes action พฤติกรรมเปลี่ยนความคิดเปลี่ยน งั้นหากใครอยากลอง กติกาคือทุกมื้อของลูกตั้งแต่นี้เป็นต้นไปต้องมีผัก และทุกอย่างในจานต้องหมด นี่คือกลยุทธ์หลักของบ้านผม พินและธีร์รู้ซึ้งดีว่านโยบายการกินของเราคือ “ไม่ต้องชอบ แต่ต้องกิน” กินจนสมองชิน กลายเป็นมื้อไหนไม่มีผักเด็กๆเริ่มลงแดง ผู้นำคือผู้ใหญ่ต้องมีจิตใจอันหนักแน่น ทั้งแม่ผู้บังคับและพ่อผู้ต้องอดทนฟังโดยไม่แทรกแซง


ชายคนหนึ่งไปหาหมอจิตแพทย์ นั่งคุยกันซักพักเค้าจะตบมือเสียงดังลั่น ทำแบบนั้นติดต่อกันสามสี่ครั้งจนหมอต้องถามว่าตบทำไม?

“ผมตบเพื่อป้องกันไม่ให้ช้างบุกเข้ามาในห้อง”  เขาตอบ

“ช้างที่ไหน?” หมอถามอย่างประหลาดใจ “นั่นแหละหมอ เพราะผมตบมือไง มันเลยไม่กล้าเข้ามา” คำตอบภาคภูมิ


ทำอย่างไรให้ชายคนนี้หยุดตบมือ? 1) ปล่อยไปเรื่อยๆ อีกหน่อยก็รู้เองว่าการตบมือไม่เกี่ยวอะไรกับช้าง 2) พยายามโน้มน้าวว่าการตบมือกับช้างไม่เกี่ยวกัน และอธิบายว่าคนปกติเขาไม่ตบมือในที่สาธารณะโดยไม่มีสาเหตุ หรือ 3) จับมือเขาไว้ไม่ให้ตบได้ แล้วให้ดูเองว่าไม่มีช้างเข้ามาในห้อง


หากยึดตาม Ferrier วิธีที่ได้ผลที่สุดคือข้อ 3 บังคับพฤติกรรมแล้วรอดูจิตใจที่จะเปลี่ยนไป


แหม... ภรรยาผมต้องเห็นด้วยกับวิธีนี้แน่ๆเลยครับ!

 

ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์

Principal Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 19 ก.ค.58