ตอนเช้าๆ คุณผู้อ่านเคยกดปุ่ม snooze บนนาฬิกาปลุกเพราะยังไม่อยากลุกไหมครับ? สังเกตไหมว่ากดติดๆกันกี่ครั้ง?

Tony Hsieh (ออกเสียงว่า เชย์) ผู้ก่อตั้งบริษัท Zappos เจ้าของหนังสือ Delivering Happiness บอกว่า เขาใช้จำนวนครั้งในการกดเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของบริษัท เมื่อใดที่พบว่าตนเองกดนาฬิกา 5-6 ครั้งขึ้นไป แสดงว่าถึงเวลาทำอะไรบางอย่างที่แตกต่างแล้ว

Tony เป็นตัวอย่างของผู้นำยุคใหม่ที่ต้องการให้ธุรกิจของตนมีทั้ง Profit, Passion, และ Purpose ในเวลาเดียวกัน เขาเคยอธิบายชีวิตสมัยเป็นมนุษย์เงินเดือนไว้ดังนี้

6:30 น. กด snooze 6 ครั้ง

7:00 น. ลุกขึ้นจากเตียง

8:00 น. ถึงที่ทำงาน

8:05 น. ชงกาแฟ

8:15 น. เปิดอีเมล์

8:45 น. รันโปรแกรม

9:00 น. รอผล

10:45 น. ได้ผลการประมวลข้อมูล

11:00 น. ปรับโปรแกรม

11:00 น. รันใหม่

11:30 น. ออกไปกินข้าวกลางวัน13:00 น. กลับมาจากกินข้าว ทำแบบเมื่อเช้า

17:00 น. กลับบ้าน

 6:30 น. (วันรุ่งขึ้น) กด snooze อีก 6 ครั้ง

ทนทำแบบนี้อยู่ได้ห้าเดือนก็ลาออกมาเปิดบริษัทของตนเอง เริ่มประสบความสำเร็จกับ LinkExchange ทำสื่อโฆษณา หลังขายให้ Microsoft ก็มาก่อตั้งบริษัท Zappos ให้บริการซื้อขายของออนไลน์เมื่อปี 1999 และรวมกิจการกับยักษ์ใหญ่ Amazon.com เมื่อปี 2009 ในราคา 1.6 พันล้านเหรียญ

ผมมีข้อสังเกตว่าความแตกต่างระหว่างผู้นำยุคเดิมกับยุคใหม่คือ วิธีการทำธุรกิจ จริงอยู่ ทุกองค์กรล้วนต้องการ Profit Passion และ Purpose แต่ผู้นำยุคก่อนเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ต้องมาเป็นลำดับ ธุรกิจต้องสำเร็จเป็นอย่างแรก มีเงินแล้วค่อยดูแลคนดูแลบรรยากาศการทำงาน พอไต่ถึงบันไดขั้นสูงๆของ Marslow แล้วจึงแบ่งบางส่วนมาดูแลสังคม

อยากทำอะไรก็ได้ แต่ต้องหาเงินก่อน เพราะถ้าไม่มีเงินก็ทำอะไรไม่ได้” เจ้าของกิจการรุ่นพ่อแม่ท่านหนึ่งเคยกล่าวกับผม

แต่ผู้นำยุคใหม่ไม่เชื่อว่าสามสิ่งนี้ต้องรอ ทำไมจะทำธุรกิจที่สร้างรายได้มีกำไร พร้อมบรรยากาศการทำงานที่สนุก และกระตุ้นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้กับโลก ไปพร้อมๆกันไม่ได้?

 “อยากให้บริษัทก่อสร้างของเราเป็นที่ต้องการของทุกคน ลูกค้าพึงพอใจ ผลประกอบการดี พนักงานมีความสุข และคนในพื้นที่ยินดีต้อนรับไซต์งาน พอจบโครงการแล้วบริเวณรอบๆพัฒนาดีกว่าตอนที่เราเข้าไป” ผู้สืบทอดกิจการรุ่นลูกอธิบายภาพในหัวให้ผมฟังบ้าง

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

1.   ได้ทีละอย่างก็เสียทีละอย่าง การคิดแบบเป็นขั้นเป็นตอนของผู้นำรุ่นก่อน เป็นการคิดแบบ Compromise คือได้อย่างต้องเสียอย่าง วันนี้บริษัทต้องมีกำไร ต้องอยู่รอด อาจต้องยอมแลกด้วยบรรยากาศในการทำงาน อดออมรายจ่ายไม่จำเป็น ตระหนี่มัธยัสถ์กับเรื่องที่ไม่ควรต้องเสีย ลำบากวันนี้เพื่อสบายวันหน้า ตอนนี้มีโอกาสมีช่องทางต้องฉกฉวยไว้ก่อน การดูแลสังคมเอาไว้ทีหลัง เราไม่ทำคนอื่นก็ทำ เดี๋ยวพอลืมตาอ้าปากได้ วันนั้นค่อยชดใช้ชดเชยกัน

แล้วสูตรยาที่ร้านเอามาจากไหนครับ?” ผู้ฟังยกมือถามเจ้าของกิจการร้านเสริมความงามชื่อดังแห่งหนึ่ง

อ๋อ... ไม่ยากเลย สมัยนั้นเราใช้วิธีวิ่งกว้านซื้อสูตรของเจ้าอื่นมาแกะดู แล้วก็ทำออกมาขายบ้าง” เจ้าของตอบหน้าตาเฉย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเวลา Profit นำ Passion และ Purpose อยากได้ก็ต้องเสีย

2.   ได้ทั้งหมดไม่ดีกว่าหรือ? แต่ผู้นำยุคใหม่ไม่คิดอย่างนั้น วิธีคิดของคนเหล่านี้คือต้องการได้ทั้งหมดแบบ  Win-Winสิ่งที่ Zappos ตั้งคำถามคือทำไมงาน ความสนุก และความหมายต้องแยกจากกัน? ทำไมจะได้ทั้งสามอย่างพร้อมกันไม่ได้? There are no such thing as work-life balance; because at the end of the day it’s all life” เจ้าของบริษัทมูลค่าหลายพันล้านกล่าว และเขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นไปได้ ทีมงานที่ลุกขึ้นมาด้วยความกระหายใน Profit Passion และ Purpose ทุกๆวัน ไม่จำเป็นต้องพึ่งนาฬิกาปลุก

3.   ผู้นำยุคใหม่ ธุรกิจยุคใหม่ งั้นแบบไหนดีกว่ากัน ค่อยๆไต่ไปตามขั้นบันไดตั้งแต่ปัจจัยสี่ จนบรรลุสัจธรรมชีวิตแบบผู้นำยุคก่อน หรือถล่มปิรามิดลงมาแล้วทำมันพร้อมๆกันไปเลยตั้งแต่แรกแบบผู้นำยุคใหม่? ผมก็บอกไม่ได้ว่าแบบไหนดีกว่า แต่ที่แน่ๆคือแบบหลังจะมาทดแทนแบบแรกมากขึ้นเรื่อยๆ Zappos ไม่ได้เป็นแกะดำเพียงตัวอย่างเดียว เครือร้านแซนวิช Zingerman ร้านกาแฟ Starbucks หรือแม้แต่ U Drink I Drive ของน้องปรางค์ ล้วนเป็นตัวอย่างของวิธีคิดแนวนี้

การเป็นผู้นำยุคใหม่ของ Zappos ทำให้ผมต้องกลับมาย้อนคิดว่าแล้วตอนนี้ตัวเองกำลังทำแบบไหน

สงสัยพรุ่งนี้เช้าต้องลองนับแล้วครับว่า กดปุ่ม snooze กี่ครั้งก่อนลุก!

 



ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์
Principal Partner
สลิงชอท กรุ๊ป 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 6 มีนาคม 2559