Leading out-of-The-Box : บริหารวัยใกล้เกษียณ

 

“อาจารย์ครับ บริหารคนใกล้เกษียณทำอย่างไรดีครับ?” คุณวิเศษ ข้าราชการระดับหัวหน้ากองของกระทรวงแห่งหนึ่งชวนผมคุย ขณะนั่งรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน

 

“คนใกล้เกษียณของคุณวิเศษเป็นอย่างไรครับ?” ผมถาม

 

“ก็หมดไฟน่ะสิครับ ทำงานไม่ค่อยกระตือรือร้นอย่างเมื่อก่อน เคยมาถึงที่ทำงานแต่เช้า เย็นอยู่ช่วยงานทีมอื่นบ้าง เดี๋ยวนี้พอประชุมเลิกเลตหน่อยสีหน้าเริ่มออก มีงานโปรเจ็คอะไรก็บอกให้ผมใช้น้องๆคนอื่น แกว่าอีกสองปี แกก็เกษียณแล้ว อยากอยู่อย่างสงบ” หัวหน้าหยุดถอนใจ

 

“อาจารย์คุยกับคนหลากหลายองค์กรมีประสบการณ์มาก อยากได้คำแนะนำดีๆไปทดลองกับลูกน้องรายนี้บ้างครับ”

 

“เอา... ผมก็ไม่รู้ว่าดีหรือเปล่านะครับ แต่หากอยากให้ผมเสนอความเห็น ผมลองเล่าสักสองสามข้อแล้วกัน” ผมออกตัว คุณวิเศษวางช้อนแล้วตั้งท่าฟังอย่างสนใจ

 

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

 

- คำนวณความคุ้มค่าของการลงทุน แก้แค่พออยู่ได้จนหมดเวลาก็พอไหม? ผมสังเกตว่าหลายครั้งหัวหน้า จะ มุ่งมั่นตั้งเป้าในการ ‘เปลี่ยน’ ลูกน้องใกล้เกษียณให้ปรับความคิดปรับพฤติกรรมไปโดยสิ้นเชิง แต่หากคิดตามสุภาษิตที่ว่า ไม้...เอ่อ อาวุโสดัดยาก โอกาสจะเปลี่ยนสมองที่คิดแบบนี้มาหลายสิบปีคงน้อย งั้นลองคิดเหมือนการ ปฐมพยาบาลนักกีฬา เอาแค่ฉีดสเปรย์ให้ชาๆเล่นต่อได้จนจบเกมก็พอ อย่าหวังสูงเกินไปจนท้อ

 

- ส่งสัญญาณให้เขารู้ตัว วิธีฉีดยาชาอย่างหนึ่งคือหัวหน้าต้องหาวิธีบอกให้เจ้าตัวรับรู้ว่ากำลังเป็นอุปสรรคของทีม จริงแล้วการเฉื่อยยามใกล้เกษียณเป็นธรรมชาติของสมอง ลองดูฟุตบอลสิครับ ทีมที่ขึ้นนำแล้วมักจะตั้งรับจนเสียประตูตอนท้ายเกม งั้นผู้นำต้องหาทางกระชากสมองของลูกน้องให้ตระหนักถึงผลกระทบต่อทีมจากพฤติกรรมของเขา เรียกมาคุยตรงๆ เขารู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังแผ่ว และเขาจะทำอย่างไรเพื่อให้กลับมาเล่นได้ดังเดิม

 

สมัยผมอยู่ ม. 6 (ไม่บอกปี พ.ศ.) บินกลับไปเรียนเทอมสองที่อเมริกาช้าไปสัปดาห์กว่าๆ เพราะตอนนั้นเข้ามหาวิทยาลัย ได้แล้ว รู้สึกว่า ไม่จำเป็นต้องขวนขวายทำเกรดอีกต่อไป พอกลางปีโรงเรียนประกาศรายชื่อผู้ได้เกียรตินิยม ซึ่งโดยประวัติ ผมควรได้แหงๆ กลับไม่มีชื่อเรา อาจารย์ใหญ่เรียกไปพบแล้วบอกสั้นๆเพียงว่า “ตั้งใจเรียนในเทอมนี้ให้เหมือนที่ผ่านมา” ได้ผลชะงัดยิ่งในการกระตุ้นผมให้กัดฟันวิ่งต่อไปจนจบเกม

 

- อยากฝากอะไรไว้ให้จดจำ ชีวิตไม่ได้จบแค่เกษียณ จริงอยู่ความคาดหวังการก้าวหน้าในอาชีพการงานอาจมอดลง เมื่อเวลาใกล้หมด แต่ตำนานที่เหลือไว้ให้คนเล่าขานยังไม่เริ่ม อยากเป็นคนที่พอหมด Position Power แล้วเพื่อนร่วมงาน โล่งอก “เฮ่อ มันไปซะที” หรืออยากเป็นคนที่มี Personal Power เต็มเปี่ยม กลับมาเมื่อไหร่คนวิ่งกรูเข้ามาหา “พี่เป็นไงบ้างคะ สบายดีไหม พวกหนูคิดถึงพี่มากเลย มีเรื่องอยากปรึกษาเยอะแยะ” มองในมุมบวกเวลาใกล้เกษียณ  อาจเป็นโอกาส อยากลองทำอะไรเพื่อฝากฝีมือไว้ก็ลงมือได้เลย หากสำเร็จก็เยี่ยม หากเจ๊งเราก็ไปพอดี ข้อดีคือเรา ‘ไม่มีอะไรจะเสีย’ เหมือนเคยกังวลยามต้องก่อร่างสร้างชื่อในองค์กร

 

ผมเคยโค้ชทีม Talent ในองค์กรแห่งหนึ่งเขียนแผนธุรกิจ พวกเขาจับเทรนด์ของ Aging Population หรือโลกของผู้สูงอายุที่กำลังเกิดขึ้น แผนของเขาเปิดตัวด้วยคำถามนี้

 

“อะไรคือสิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการที่สุด? คำตอบคือ… ต้องการจะรู้สึก ‘ไม่สูงอายุ’ พวกเขาอยากรู้สึกกระชุ่มกระชวย กระตือรือร้นเตะปี๊บดังเหมือนสมัยหนุ่มสาว หลายคนอาจคิดว่าธุรกิจสำหรับคนสูงอายุคือช่วยให้เขา ‘แก่’ เช่น ทำสปา ทำเนอร์สซิ่งโฮม ทำสังคมผู้สูงวัย ชมรมหมากรุก แต่สำหรับเราไม่ใช่...”

 

“...แผนธุรกิจของเราชื่อ Waichagun Consulting หรือ ‘บริษัทวัยฉกรรจ์’ เป็นนายหน้าหาที่ปรึกษา ลูกค้ามาหาเราพร้อมโจทย์ว่าเรื่องดังกล่าวต้องการผู้มีประสบการณ์แบบใด จะเป็นองค์กรไทย ข้ามชาติ หรือ SME ใดก็ได้ จากนั้นเราจะเสิร์ชข้อมูลผู้เกษียณที่มีในระบบ แล้วนำเสนอบุคคลที่น่าจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุด เพื่อคุยรายละเอียดงานต่อไป”

 

ผมชอบไอเดียนี้มากมาย ผู้ถูกจ้างวัยเกษียณก็รู้สึกว่าตนมีค่า ส่วนองค์กรผู้จ้างก็ได้ประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ไหน แถมค่าตัวอาจไม่แพงเหมือนจ้างคนหนุ่มไฟแรงความคาดหวังสูงอีกต่างหาก เพราะคนทำๆด้วยใจมิใช่เพื่อเงิน เป็นทางออกแบบ Win-Win ที่สุด

 

ส่วนผู้ใกล้เกษียณใดที่ไฟยังแรงไม่มีมอดแม้เวลาใกล้หมด ขอรับการคารวะด้วยความนับถือจากใจครับ!

 

ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์

Principal Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 9 ส.ค.58