Leading out-of-The-Box : นำด้วยเพลง

 

“ร้องเถอะร้องเพลง ถ้าอยากจะร้องจงร้องไป ร้องเถิดร้องไห้ ถ้าได้ร้องแล้วลืมมัน...”

 

ภาวะผู้นำคือความสามารถในการโน้มน้าว Leadership is the ability to influence แต่หนึ่งในเครื่องมือการโน้มน้าวสมองที่มักถูกองค์กรมองข้ามนั่นคือ ‘เพลง’

 

ผมมีโอกาสได้สอนหลักสูตร Competency เพื่อเตรียมความพร้อมผู้จัดการให้กับองค์กรแห่งหนึ่ง ใช้เวลาสี่วัน มีจำนวนหัวข้อทั้งหมด 14 ข้อด้วยกัน Core หกตัวและ Managerial อีกแปดตัว

 

14 หัวข้อ??!! อย่าว่าแต่คนเรียนเลย ถึงคนสอนก็ไม่แน่ใจว่าจะจำได้หมดหรือเปล่า

 

ในฐานะผู้ดำเนินรายการ เป็นความท้าทายของผมที่ต้องหาวิธีให้ผู้เรียนจำเนื้อหาให้ได้มากที่สุด สุดท้ายใช้วิธีให้แต่ละกลุ่มช่วยสรุปบทเรียนในแต่ละวันออกมาเป็นร้อยกรอง สี่วันสี่เรื่องได้มาสิบสี่บท บวกท่อนฮุคอีกสอง

 

หลังจากนั้น ผมขอให้พวกเขาช่วยเรียบเรียงจากกลอนเป็นเพลง ใส่ทำนอง ใส่จังหวะเข้าไป เผอิญมีนักดนตรีอยู่ในห้องสองสามคน งานที่ดูว่ายากจึงใช้เวลาเพียงไม่นาน ต่อยอดไปจนถึงการเช่าห้องอัดเสียง ทำ MV ออกมาเป็นเพลง Competency ขององค์กร แบบ DIY

 

ผลที่ตามมาน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เพราะไม่เพียงคนเรียนสามารถจำได้อย่างขึ้นใจว่าองค์กรต้องการคุณลักษณะใดจากพวกเขาบ้าง ตัวอาจารย์ (ซึ่งปกติลืมเนื้อหาทันทีเมื่อเดินพ้นรั้วองค์กร) พลอยจำหัวข้อเหล่านั้นได้ด้วย นี่ยังไม่รวมผู้ช่วยผมและน้องๆในออฟฟิศอีกหลายคนที่ฮึมฮัมเพลงนี้ได้โดยปริยาย

 

ไม่เชื่อลองฟังดู... สาบานว่ามาจากสมองล้วนๆ ไม่ได้เปิดตำราดูแม้แต่นิดเดียว

 

“เจองานยาก ที่ท้าทาย อย่ายอมแพ้... จงแน่วแน่ ตั้งใจ ใช้เหตุผล จิตวิญญาณที่มีอยู่ในทุกคนจะมุ่งชนเป้าหมายไม่หวั่นเกรง” อันนี้ Challenging Spirit

“ต่อจากนี้ ว่าด้วยเรื่อง Best Action ความสำคัญคือลำดับงานก่อนหลัง บริหารเวลามีพลัง อีกทั้งยังลด Timewasters ลง” นี่ Best Action with Speed

“การสื่อสาร ต้องการคนเข้าใจ สื่อความหมายที่ตรงได้ครบถ้วน ฟังสงสัยโปรดได้ทบทวน สื่อครบถ้วนตรงตามสไตล์” บาทสุดท้ายหมายถึงสไตล์ DISC ที่คุณผู้อ่านคงคุ้นเคยดี

ได้ทั้งเนื้อหาและอรรถรสครบถ้วน 1 เพลง 16 ท่อน Competency 14 ตัว พร้อมเครื่องมือการบริหารอีกหลากหลาย จำได้เป๊ะๆสบายมาก นี่คือพลังแห่งการ ‘นำด้วยเพลง’

 

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

 

1. เพลงพัฒนาสมอง คุณผู้อ่านอาจเคยได้ยินศาสตร์ที่เรียกว่า Neurologic Music Therapy (NMT) เป็นการใช้เสียงเพลงเพื่อพัฒนาสมองผู้ป่วยโรคทางสมองเช่น Parkinson disease, stroke, และ multiple sclerosis (MS) หรือคุณพ่อคุณแม่คงเคยผ่านหูกับเทคนิค Mozart Effect ที่ให้ลูกน้อยฟังเพลงเพื่อกระตุ้นสมอง ได้ผลมากน้อยแค่ไหนอาจถกเถียงกันอีกนาน แต่ที่แน่ๆคือ เสียงเพลงกระตุ้นสมองหลากหลายส่วน และมันช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับใยสมองเหล่านั้น

2. เพลงทำให้เข้าใจคนอื่น หากอยากรู้จักคนรอบตัวให้ดีขึ้น ลองสังเกตว่าพวกเขาชอบฟังเพลงประเภทใด หัวหน้าฟังเพลงคลาสสิคอาจเป็นคนแนวอนุรักษ์นิยม ชอบอะไรที่เรียบง่ายแต่ยั่งยืน เพื่อนร่วมงานฟังเพลงสมัยใหม่อาจเป็นคนชอบทำตัวทันสมัยอยู่เสมอ ลูกน้องชอบเพลงสากลอาจเป็น Candidate ที่จะส่งไปเปิดธุรกิจต่างประเทศ หรืออย่างผมชอบเพลงลูกทุ่ง เป็นคนจิตใจอ่อนโยน รักธรรมชาติและความเป็นไทย จริงใจกับทุกๆคน... แฮ่ม

3. เพลงโน้มน้าวอารมณ์ได้ เพลงมีผลโดยตรงต่อสมองส่วนหลัง มันจึงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการโน้มน้าวจิตใจคนในองค์กร น่าเสียดายหลายแห่งยังไม่ใช้ศักยภาพของเพลงอย่างเต็มที่ ลองนึกภาพนะครับ เวลาทำ Performance Review อยากให้คนรู้สึกผ่อนคลายและไว้วางใจ ก็เปิดทำนองอบอุ่นนุ่มๆแบบทุ้มอยู่ในใจ เวลาจะปลุกไฟให้โชติช่วงเพื่อออกไปทำยอดขายที่ท้าทาย ก็ใช้เพลงมาร์ชปลุกใจแนวชักธงรบให้ฮึกเหิม เวลาประชุม Town hall ก็เปิดแนวสามัคคีชุมนุมให้รักกันไว้เถิด

 

ซีอีโอหลายท่านที่หงุดหงิดเพราะพนักงานจำวิสัยทัศน์ขององค์กรไม่ได้เสียที ลองเปลี่ยนจากร้อยแก้วมาเป็นเพลงไหมครับ รับรองว่าทุกคนจะจำได้ชนิดไม่มีพลาดแม้แต่ตัวเดียว “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน...” เห็นไหมครับ?

ปัจจุบันผมก็ยังใช้เจ้าเพลง Competency ข้างต้นในการสอนผู้นำรุ่นต่อๆมา นอกจากได้เนื้อหาของสมองส่วนหน้าแล้ว ท่อนจบของเพลงยังกระตุ้นอารมณ์ให้ไฟในสมองส่วนหลังลุกโชนอีกด้วย

“ทั้งหมดนี้คือวิธีและเหตุผล จะสร้างคนสร้างงานให้ดีอย่างไร กับเครื่องมือที่รู้มา ต้องทำด้วยความตั้งใจ ฝันให้ไกลไปให้ถึงเพื่อองค์กร”

เย้...เย

 

ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์

Principal Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 3 พ.ค.58