Leading out-of-The-Box : ทำอย่างไรให้ลูก(น้อง)เก่ง

 

“ผู้นำสามารถทำให้ลูก(น้อง)เก่งได้ไหม?”... คำตอบในคอลัมน์นี้คือ “ไม่ได้” อ้าว?

 

หนังสือเรื่อง Freakonomics โดย Steven Levitt และ Stephen Dubner พูดถึงปัจจัย 12 ประการที่อาจเกี่ยวเนื่อง

กับคะแนนสอบของเด็ก ดังต่อไปนี้

1) พ่อแม่มีการศึกษาที่ดี

2) แม่ออกจากงานมาอยู่บ้านตั้งแต่ลูกเกิดจนถึงชั้นอนุบาล

3) พ่อแม่ลงโทษลูกด้วยการตี

4) พ่อแม่ที่อ่านหนังสือให้ลูกฟังทุกวัน

5) การให้เด็กดูทีวีบ่อยๆ

6) พ่อแม่มีส่วนร่วมกับสมาคมผู้ปกครอง

7) บ้านที่มีหนังสือเยอะๆ

8) พ่อแม่ใช้ภาษาอังกฤษเวลาอยู่ที่บ้าน

9) พ่อแม่มีสภาวะทางสังคมดี

10) แม่มีอายุเกินสามสิบตอนคลอดลูกคนแรก

11) พ่อแม่ย้ายมาอยู่บ้านใหม่

12) พ่อแม่ที่พาลูกไปพิพิธภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ

 

แต่ Levitt บอกว่ามีเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่มีความเชื่อมโยงกับคะแนนสอบของเด็ก ส่วนอีกครึ่งไม่มีความเกี่ยวเนื่องใดๆ คุณผู้อ่านลองเดาดูสิครับว่าน่าจะเป็น 6 ข้อไหน?

เฉลย ปัจจัยดังกล่าวคือ

1) พ่อแม่มีการศึกษาที่ดี

6) พ่อแม่มีส่วนร่วมกับสมาคมผู้ปกครอง

7) บ้านที่มีหนังสือเยอะๆ

8) พ่อแม่ใช้ภาษาอังกฤษเวลาอยู่ที่บ้าน

9) พ่อแม่มีสภาวะทางสังคมดี

10) แม่มีอายุเกินสามสิบตอนมีลูกคนแรก

ผู้เขียนทั้งคู่สรุปกว้างๆว่า ความแตกต่างระหว่างตัวแปรสองกลุ่มคือสิ่งที่พ่อแม่ ‘เป็น’ และสิ่งที่พ่อแม่ ‘ทำ’ ดังนั้นข้อมูลตรงนี้เหมือนจะบอกว่า การกระทำเฉยๆไม่ส่งผลต่อความเก่งของเด็ก ตัวตนของพ่อแม่ต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆจึงจะส่งผลต่อคะแนนสอบของลูก

 

ผมเคยเล่าถึงเซลส์กระจก (Mirror Neurons) ในสมองซึ่งมีไว้สะท้อนพฤติกรรมที่เห็น เช่น คนตรงหน้ายกแก้วน้ำขึ้นดื่ม เมื่อเห็นเราจะรู้สึกกระหายด้วย แต่ที่ยังไม่ได้เล่าคือเซลส์เหล่านั้นจะตอบสนองต่อการกระทำอย่างจริงใจเท่านั้น มันจะไม่สนใจเลยถ้าคนตรงหน้าแค่แสร้งยกแก้วกาแฟขึ้นเฉยๆประหนึ่งว่าจะดื่ม คล้ายว่าธรรมชาติสมองถูกสร้างมาให้ตอบสนองต่อสิ่งที่ ‘เป็น’ ไม่ใช่เพียงสิ่งที่ ‘เห็น’

 

Stephen Covey ผู้เขียนหนังสือเรื่องเจ็ดอุปนิสัยของผู้นำที่ทรงประสิทธิผลกล่าวไว้ว่า Leaders can’t talk their way out of what they have behaved themselves into หรือ“ตอแหลแพ้การกระทำ” (อันนี้ผมแปลเอง) ดังนั้น แค่ใช้เทคนิคการเป็นผู้นำที่ดีอย่างเดียวไม่เพียงพอ ตัวตนของผู้นำต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ อีกนัยหนึ่งคือ ผู้นำไม่สามารถ ‘ทำ’ ให้ลูกน้องเก่งได้

 

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

1. อยากให้ลูกน้องเก่งต้องทำตัวเองให้เก่งก่อน หัวหน้าต้องเริ่มแสดงพฤติกรรมที่ตนอยากเห็นในลูกน้อง หากอยากให้พวกเขาพัฒนา ตัวหัวหน้าเองก็ต้องขวนขวายที่จะพัฒนาเช่นกัน หลายครั้งในการจัดเวิร์คชอปผมได้ยิน HR บ่นว่า “เชิญหัวหน้าไป แต่สุดท้ายส่งลูกน้องมา” ถ้าผู้นำยังแสดงออกว่าไม่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ แล้วผู้ตามจะสนใจได้อย่างไร? Children may not listen to what parents say; but they never fail to imitate them ลูกน้องก็คงไม่ต่างนัก

2. อย่าพึ่งเทคนิคจนเกินไป ส่วนใครที่เรียนเยอะก็ระวังนิดหน่อยว่าการกระทำไม่ค่อยมีความหมายหากมันไม่สอดคล้องกับสิ่งที่คุณเป็น หากพบเทคนิคอะไรที่มันต่างจากตัวตนของเรามากจนเกินไป เมื่อลองแล้วไม่เวิร์คก็ควรหยุดเสีย ความฝันอันสูงสุดของผมในฐานะวิทยากรหลักสูตรภาวะผู้นำคืออยากให้คนในห้องถกกันว่าจะเอาสิ่งที่แชร์ไปใช้ ‘อย่างไร’ แทนการนั่งฟังผมพูดเพื่อรอตัดสินว่าสิ่งที่บอกจะเอาไปใช้ได้ ‘หรือเปล่า’

3.  สนใจในสิ่งที่เป็น สำหรับคนที่อยู่ในตำแหน่งลูกน้อง ลองสนใจสิ่งที่หัวหน้าเป็นด้วยอย่าโฟกัสแค่สิ่งที่ทำ หากพี่เขาพูดมากนิด ใจร้อนหน่อย เสียงดังบ้าง ลองมองข้ามการกระทำเหล่านั้นให้ลึกลงไปถึงเหตุผล บางครั้งความหวังดี หัวใจที่มุ่งมั่น และความเชื่อที่แตกต่างของเขาอาจทำให้เกิดการปฏิบัติที่ไม่ถูกใจเรา ลองคิดว่าอย่างน้อยระหว่างหัวหน้าที่เป็นคนดีแต่แสดงออกเลว กับหัวหน้าที่เป็นคนเลวแต่แสดงออกดี แบบแรกน่าจะดีกว่าแบบหลัง

 

เล่ามาถึงตรงนี้แล้วอดคิดถึงตัวเองไม่ได้ เอกลักษณ์ของธำรงนาวาสวัสดิ์คือ ปริมาณหนังสือที่กองอยู่ในบ้าน สมัยก่อนคุณพ่อเป็นคนขนซื้อให้พี่ธรณ์ พอพี่ชายอ่านจบก็กองไว้เป็นสมบัติของน้องชายน้องสาวต่อไป คุณพ่อไม่เคยบังคับให้เราอ่านหนังสือ แต่กิจกรรมประจำบ้านคือ สี่คนนอนกลิ้งอยู่กับพื้น มีหนังสือในมือคนละเล่ม คุณพ่อ พี่ธรณ์ ผม และ จี๊ป

 

ผู้นำ ‘ทำ’ ให้ลูกน้องเก่งไม่ได้ ถ้าอยากให้ลูกน้องเก่งผู้นำต้อง ‘เป็นตัวอย่าง’ ครับ

 

 

ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์

Principal Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 29 มีนาคม 2558