Leading out-of-The-Box : ดูแลสมองฉลองปีใหม่

(กรุณาอ่านทำนองเสนาะ)

“สักวาถึงดิที้...เอ้อเงิย ขึ้นปีใหม่ อยากจะชวนผู้นำไทยยย...ใส่ใจสม้อง

นอนหัวค่ำตื่นหัวรุ่ง...มุ่งโท้ดลอง แล้วฉลองด้วยอาหารเช้า เอิ้งเงย โอ้ว...แหมเร้าใจ

บริหารฮอร์โมนว้าย...ไม่ให้เครียด อย่าลืมเจียดเวลา...ตั้งเป้าม้ายยย

เน้นจุดแข็งแซงจุดอ่อน...ช่างผ่อน เอ้อเอ่อ...คลาย ออกกำลังเป็นนิสัย...สมองสดใส เอ้อเอิ้ง..เอย”

ปีเก่าผ่านไปปีใหม่ผ่านมา ความรู้จากสมองสู่ผู้นำยังคงก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ตัวอย่างเช่น รางวัลโนเบลปี 2014 ที่มอบให้กับงานวิจัยด้านสมอง ผมตั้งใจว่าในปี 2015 นี้จะมุ่งมั่นอย่างเข้มข้นขึ้นอีกในการนำเสนอแนวคิดและความรู้ใหม่ๆเพื่อมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผู้นำของประเทศไทยครับ

เพื่อแทน สคส. ส่งความสุขด้วยความรักถึงผู้นำสมองทุกท่าน ผมขอแชร์ข้อคิดง่ายๆ 6 ประการในการดูแลสมองของเรา และชวนมาตั้งเป้าหมายร่วมกันในปีใหม่นี้นะครับ

1) นอนให้พอ

มนุษย์ส่วนใหญ่นอนระหว่าง 6-10 ชั่วโมง ค่ากลางอยู่ที่ประมาณ 8 ชั่วโมง หากคุณคิดว่าในปีที่ผ่านมาเก็บคะแนนเฉลี่ยได้ไม่ถึงจำนวนดังกล่าว พึงระวังว่าบัญชีการนอนของคุณอาจติดลบอยู่ แบ่งเวลาตามเก็บชั่วโมงนอนชดเชยให้ครบ ในปีใหม่นี้สำหรับใครที่คิดว่าการนอนอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอยังเป็นไปได้ยาก สามารถเสริมได้ด้วยการงีบช่วงบ่าย ส่วนตัวผมกำลังฝึกเทคนิคการนอนห้านาทีแบบ Micro Nap อยู่ ไม่ได้ศอกได้คืบให้สมองก็ยังดีครับ

2) อาหารเช้า

สมองมีน้ำหนักเพียง 2% ของน้ำหนักตัว แต่มันใช้พลังงานถึง 20% เพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่ผู้นำควรทำทุกวันคือ การรับประทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย (แปลว่าขนมปังหนึ่งก้อนกะกาแฟหนึ่งแก้วไม่นับนะจ๊ะ) ล่าสุดผมไปโค้ชที่องค์กรแห่งหนึ่ง ติดป้ายรนณรงค์การกินอาหารเช้าภายใน 1 ชั่วโมงหลังตื่น ปีใหม่นี้ผมตั้งใจว่าจะโน้มน้าวกึ่งบังคับให้การจัดเทรนนิ่งทั้งหลายเสิร์ฟอาหารเช้าแทนของเบรคช่วงบ่าย ทุกคนจะได้เรียนรู้ด้วยสมองที่สดใส 

3) ดูแลความเครียด

คอร์ติซอลคือฮอร์โมนหลักที่ร่างกายหลั่งออกมาเพื่อรับมือกับความเครียด จริงๆสมองมนุษย์นั้นวิวัฒนาการมาให้รับมือกับความเครียดอยู่แล้ว แต่เป็นระบบที่สร้างมาเพื่อระยะเวลาสั้นๆไม่ใช่ ‘ความเครียดเรื้อรัง’ ลองนึกถึงเบรครถยนต์สิครับ เบรคเป็นครั้งคราวไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าแช่ยาวเช่นขับลงเขาเป็นชั่วโมง หรือลืมปลดเบรคมือระหว่างขับจะเป็นอย่างไร? ปีใหม่นี้มาตั้งเป้าเคลียร์ความไม่เคลียร์ให้สมองกันเถอะ ผลจะลบหรือจะบวกอย่างน้อยก็จบ

4) ตั้งเป้าหมาย

ยาวิเศษสำหรับสมองคือเป้าหมาย ไม่มีอะไรน่าเศร้าไปกว่าการใช้ชีวิตไปวันๆด้วยความรู้สึกไร้ทางออก สุนัขตัวหนึ่งถูกขังกรงไว้แล้วทรมานด้วยไฟฟ้า ไม่นานมันก็รับรู้ความจริงอันโหดร้ายว่า ไม่ว่าจะทำอย่างไรความทรมานนี้จะไม่มีวันหายไป อาการสิ้นหวังนี้เรียกอย่างเป็นทางการว่า Learned Helplessness แปลตรงตัวคือ การยอมรับสภาพที่ไร้ทางออก งั้นปีใหม่นี้อย่า ‘หยุดคิด’ และอย่า ‘หยุดหวัง’ ผมตั้งเป้าหมายว่าภายในสิ้นปีจะฉลอง ‘ผู้นำสมอง...ใครๆก็เป็นได้’ เล่มสองสำหรับคุณผู้อ่านครับ

5) เน้นจุดแข็ง

โดยธรรมชาติ สมองทำงานด้วยการเน้นจุดแข็งแบบ Strengths-Based สมองเราเติบโตสูงสุดในวัยหกขวบ มีการเชื่อมต่อของเซลส์จำนวนมากกว่ายามเป็นผู้ใหญ่ถึง 4 เท่า ที่เป็นเช่นนั้นเพราะกระบวนการพัฒนาของสมองอุทิศเวลาชีวิตที่เหลือหลังจากจบชั้นอนุบาลเพื่อ ‘กำจัด’ แผนที่ที่ไม่ค่อยได้ใช้ออกไป ดังนั้นอย่าเสียเวลาไล่ปลุกจุดอ่อน แต่ลองหาวิธีดึงศักยภาพที่มีอยู่แล้วออกมา แค่นั้นก็ยากมากแล้ว ในปีนี้ผมตั้งเป้าหมายว่าจะใช้จุดแข็ง ‘Go Inter’ เป็นตัวแทนคนไทยไปต่างแดนให้ได้ไม่มากก็น้อย

6) ออกกำลัง

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอสำคัญยิ่งนักต่อสมอง สมมติฐานหนึ่งทางวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการที่เราสามารถพัฒนาสมองอันเลิศล้ำเหนือสรรพสัตว์ใด เกิดขึ้นได้เพราะเราย้ายจากวิถีชีวิตที่นั่งแหมะชิลๆตามต้นไม้ ลงมาวิ่งตับๆทั้งวันอยู่ตามทุ่งหญ้า ทำให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงรอยหยักใน Cerebral ได้ดี งั้นปีใหม่นี้อยากชวนหยุดการนั่งแหมะชิลๆที่โต๊ะทำงาน มาวิวัฒนาการกันต่อด้วยนิสัยรักการออกกำลัง สิ้นปีนี้ผมตั้งเป้าหมายจะจัด Half Marathon 21 กิโลให้กับสมองตนเองสักครั้ง

 

อยากมีความสุขต้องหมั่นยิ้ม อยากมีความสำเร็จต้องหมั่นทดลอง อยากเป็นผู้นำสมองต้องฝึกครองมันนะครับ

สวัสดีปีใหม่ครับคุณผู้อ่าน!

 

 

ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์

Principal Partner

สลิงชอท กรุ๊ป