Leading-out-of-The-Box: ช้อนกาแฟกับทะเบียนสมรส

โอ้ ว้าว... นี่อะไรเนี่ย? ผมมองสิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าอย่างสงสัย

ช้อนกาแฟหนึ่งคัน แช่อยู่ในแก้วน้ำร้อน

ผมกำลังอยู่ระหว่างเบรคเช้าของการเทรนนิ่งเรื่องผู้นำการเปลี่ยนแปลง จัด ณ ห้องประชุมในองค์กรแห่งหนึ่ง ดูท่าทีคนใกล้ตัว ก็พอจับทางได้ว่าเจ้าช้อนนี้คือ ‘ช้อนสหกรณ์’ มีไว้ใช้ร่วมกันเพื่อคนผงกาแฟ น้ำตาล ครีม ให้เข้ากับน้ำร้อนในแก้ว แล้วเสร็จก็เอาแช่ไว้อย่างเดิม คนต่อมาก็ใช้ในลักษณะเดียวกัน ไม่เปลืองช้อน ไม่เปลืองน้ำล้าง ช้อนเดียวเคี่ยวทั่วห้อง

ด้วยอาชีพที่ทำ ผมใช้เวลาอยู่ตามห้องประชุมต่างๆมากมาย ไม่ว่าโรงแรม ร้านอาหาร หรือในศูนย์เทรนนิ่ง แต่ไม่เคยเห็นที่ไหนทำอย่างนี้มาก่อน ส่วนมากใช้วิธีวางแก้วและช้อนไว้ให้เป็นชุดๆไม่ปะปนกัน ซึ่งดูดีหากแอบสังเกตว่าหลายคนก็ไม่ได้ใช้ เจ้าช้อนเหล่านี้เลยถูกวางทิ้งไว้ให้ต้องเก็บไปล้างทั้งที่ไม่สกปรก เปลืองออก

อ๋อ... ไอเดียพี่น้อยค่ะ มาเดี๋ยวพี่พาไปถามว่ามันมาได้อย่างไร” ผู้บริหารท่านหนึ่งตอบ เมื่อผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาถามในห้อง

พี่น้อย คือแม่บ้านที่ดูแลห้องประชุมต่างๆ แกนั่งอยู่กับลูกทีมสองสามคน ต่างเงยหน้ามองอย่างงงๆเมื่อเราบุกเข้าไปพบถึงห้องเตรียมอาหารด้านหลัง

ค่ะ ทีมพี่น้อยคิดเอง” เจ้าตัวตอบรับอย่างเขินๆ “คือน้องเขาสังเกตว่าช้อนที่วางให้ไปมันไม่ค่อยสะดวก คนครั้งเดียวตอนชง พอเอาวางในจานก็เปื้อนขนม บางทีเผลอเอามือไปปัดระหว่างคุยก็ร่วงลงพื้น กาแฟเลอะเสื้อผ้าก็มี” ทีมเลยคุยกันแล้วตัดสินใจว่าจะลองเปลี่ยนมาใช้แบบช้อนร่วมอย่างที่ผมเห็น

แจ๋วมากเลยครับทุกคน” ผมชมผู้นำการเปลี่ยนแปลงในห้องครัวเล็กๆนั่น “ผมไม่เคยเห็นไอเดียเจ๋งๆอย่างนี้ที่ไหนมาก่อน เลยต้องขอตามมาพบคนริเริ่มสักหน่อย เยี่ยมจริงๆครับ”

 ข้อคิดสู่ผู้นำสมอง

1.       การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่โครงการ Change is a process; not an event หากจะพูดให้ชัด หัวใจในการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงคือ การปรับ ‘นิสัย’ ไม่ใช่การเกณฑ์คนเพื่อบรรลุเป้าหมายเหมือนเวลาทำโปรเจค ช้อนกาแฟคันนี้ไม่ได้เกิดจากการตั้งเป้าพัฒนาวิธีให้บริการพร้อมกำหนดตัวชี้วัด แต่มาจากนิสัยของทีมพี่น้อยอันช่างสังเกต ตั้งคำถาม และหาคำตอบอื่นที่แตกต่าง โครงการอาจช่วยให้เราประสบความสำเร็จเป็นครั้งๆไป แต่นิสัยจะช่วยให้องค์กรประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

2.       นิสัยต้องฝึกฝนและสนับสนุน สมองไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงเพราะมันถูกสร้างให้เอาตัวรอด ตอนผมกับผู้บริหารโผล่หน้าเข้าไปในห้อง ทีมพี่น้อยหน้าซีดนิดหน่อยเพราะแว้บแรกคงคิดว่าจะโดนตำหนิอะไร คล้ายเวลาเราได้ยินหัวหน้าบอก “เดี๋ยวพี่ขอคุยด้วยหน่อยนะ” งั้นองค์กรต้องชื่นชมและสนับสนุนให้คนมีนิสัยกล้าเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ อย่าลืมว่าสำหรับสมองอัตราส่วนคือชมห้าด่าหนึ่ง ถ้าผู้นำยังทำได้ไม่ถึงผู้ตามจะเลือกสิ่งที่ปลอดภัยไว้ก่อน แล้วองค์กรก็จะย่ำอยู่กับที่ไม่ไปไหน ซึ่งมีให้เห็นเสมอๆ

คุณสามีต้องไปที่เขตเพื่อขอหนังสืออนุญาตให้ภรรยาและบุตรเดินทางออกนอกประเทศก่อนนะคะ แล้วค่อยนำมายื่นพร้อมเอกสารขอวีซ่า เพราะแยกเดินทางกันคนละวัน...” ตัวแทน VFS ของประเทศสเปนอธิบายให้ผมฟังทางโทรศัพท์ “...และนำทะเบียนสมรสที่แปลแล้วมาด้วยค่ะ

ผมเพิ่งรู้ว่าแยกกันเดินทางต้องขอหนังสือรับรองด้วย (ไม่เคยไปไหนโดยไม่มีภรรยาครับ แฮ่ม!) เลยต้องวิ่งไปเขตเพื่อขอเอกสารดังกล่าว ซึ่งก็ได้มาอย่างเรียบร้อยตามกระบวนการ แต่เอกสารเพื่อใช้ยื่นขอวีซ่าสเปนกลับเขียนเป็นภาษาไทย? แน่นอนฝรั่งย่อมอ่านไม่ออก ฉะนั้นผมจึงต้องวิ่งไปแปลเจ้าหนังสือนี้เป็นภาษาอังกฤษแบบรับรองได้ Notarized พร้อมจ่ายค่าแปลแผ่นละหลายร้อยบาท จะสะดวกกับลูกค้ามากกว่าไหมถ้าทำเอกสารนี้เป็นสองภาษา?

บางท่านอาจบอกว่า โห... หนังสือตั้งยาวรายละเอียดตั้งเยอะ เจ้าหน้าที่ไม่ได้จบนอกอย่างจารย์นี่จะได้เขียนเป็นอังกฤษถูกต้อง เอ้า... งั้นเอาแค่ทะเบียนสมรสได้ไหม? เห็นคุยว่าเราจะไป AEC แต่เอกสารสำคัญบางอย่างของไทยเราดูเศร้าเหลือเกิน ผมนับดูบนใบทะเบียนสมรสมีคำภาษาอังกฤษที่ไม่ใช่ชื่อสามีภรรยาอยู่ประมาณสิบคำเท่านั้นเอง จะทำให้เป็นสองภาษาตั้งแต่ต้นฉบับได้ไหม? คำว่าแต่งงานคงไม่ใช่ศัพท์ยากเกินไป หากเราคิดจะเปลี่ยนแปลง

เริ่มต้นที่ช้อนกาแฟ... พอเหลาลงไปเป็น is married to ครับ

ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์

Principal Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 18 ต.ค.58