Leading out-of-The-Box: งานในฝัน(ร้าย)

ประกาศรับสมัครงานในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง:

ต้องการลูกเรือที่ต้องการร่วมเดินทางไกลไปสู่เป้าหมายที่ยังไม่เคยมีใครไปถึงมาก่อน ไม่รู้ชะตากรรมท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บและคลื่นลมที่รุนแรง อันตรายรอบด้านโอกาสตายมากกว่ารอด ผลตอบแทนปานกลาง รางวัลแห่งความสำเร็จคือการเอาชนะลิขิตธรรมชาติ สนใจติดต่อที่...
ข้อความข้างต้นเป็นของกัปตัน Ernest Shackleton แห่งเรือ Endurance ในปี 1914 เพื่อหาลูกทีมร่วมเดินทางไปกับเขาในการเดินเรือข้ามขั้วโลก อ้างอิงถึงไว้ในหนังสือเรื่อง Starting with Why โดย Simon Sinek 
 
มีคนถามกัปตันว่าไหงลงประกาศแบบนี้ แกตอบว่า “ให้เขารู้ฝันร้ายตั้งแต่ก่อนขึ้นเรือ” Shackleton ต้องการลูกเรือที่มั่นใจจริงๆว่า ตนเองพร้อมจะเผชิญกับวันอันยากลำบากของงาน หากฝันร้ายเหล่านั้นมาถึงจะได้รับมือกับมันได้ ดั่งที่เกิดขึ้นจริงๆเมื่อเรือ Endurance อับปางลงระหว่างทาง และเหล่าลูกเรือเอาชนะความหนาวเหน็บยากไร้ของขั้วโลกเหนือได้โดยไม่มีผู้ใดเสียชีวิตแม้แต่คนเดียว 
 
Out-of-the-Box ที่ชวนคิดคือ หลายครั้งสมองเรามักคิดถึง ‘Best Case’ ก่อน พอชีวิตจริงเจอ ‘Worst Case’ เข้าเลยเป็นปัญหา เช่น เวลาไปจีบเขาฝ่ายชายมีแต่เรื่องดีๆมานำเสนอ เดทครั้งแรกแต่งตัวหล่อเฟี้ยวควักกระเป๋าคล่องๆ สาวพูดอะไรก็เออออห่อหมก พออยู่ด้วยกันจริงๆไปไหนแต่งตัวซอมซ่อ กินข้าวนอกบ้านถึงเวลาจ่ายเงินเป็นเข้าห้องน้ำ เลิกงานไม่ยอมกลับบ้าน เมียพูดอะไรไม่เคยฟัง เป็นต้น
 
หากเป็นองค์กรเวลา recruit ผู้สมัครงานมักบอกว่า การทำงานที่นี่ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ เราเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลก ได้รางวัลโน่นนี่มากมาย มีการบริหารจัดการที่สุดยอด ที่สำคัญคนของเราดั่งเทพจุติ โฆษณาจนพนักงานแทบรอเริ่มงานวันแรกไม่ไหว พอมาอยู่เจอพฤติกรรมหัวหน้าชนิด “ฆ่าน้อง ฟ้องนาย ขายเพื่อน” เข้าจริงๆ Turnover เลยกลายเป็น Nightmare ขององค์กรบ้าง
 
หนึ่งใน F.E.A.R.S. ของสมองคือ Expected แปลว่า มันไม่ชอบเซอร์ไพรซ์โดยเฉพาะในทางลบ ฉะนั้นสิ่งที่ Brain-Based ให้ความสำคัญมากคือ Authenticity หรือความจริงใจ 
 
งั้น เป็นไปได้ไหมที่เราจะบอกคนที่มาจีบเราตรงๆว่า “ชั้นจู้จี้ ชั้นขี้บ่น ชั้นเป็นคุณนายสะอาด ชั้นคิดมาก ชั้นแต่งตัวช้า ชั้นเยอะ แต่ชั้นสัญญาว่าจะตั้งใจดูแลเธอและลูกอย่างดีที่สุด ตัดสินใจเองละกันว่าเธอรักชั้นอย่างที่ชั้นเป็นได้ไหม?” เวลาเดทกันก็ไม่ต้องไปร้านอาหารหรูหราให้เปลืองตังค์ อุ่นกับข้าวไมโครเวฟตั้งโต๊ะกินไปต่างทำงานไป วัดใจเลยว่าอย่างไร ได้แฟนที่ใช่ 1 คนดีกว่าคนที่ไม่ใช่ 10 คน
 
เป็นไปได้ไหมหากหัวหน้าจะบอกกับลูกน้องตรงๆว่า “ทำงานกับพี่ไม่ง่าย งานเยอะ งานหนัก งานดึก บางครั้งพี่ไม่ค่อยฟัง บางครั้งพี่ฉุนเฉียว หลายครั้งพี่เอาแต่ใจตัวเอง แต่พี่สัญญาว่าสิ่งที่เราทุ่มเททำจะมีคุณค่าต่อชีวิตคนมากมาย” ใครคุ้นเคยกับเรื่องของ Steve Jobs คงพอนึกออกว่านี่อาจเป็นประโยคของแกกับทีมที่สร้างนวัตกรรมไอพ็อด ไอโฟน และไอแพด เพราะ Jobs เป็นผู้นำที่ดีแต่เป็นหัวหน้าที่เลว จุดแข็งของแกคือ Authenticity 
 
ข้อคิดสำหรับผู้นำ
 
1) ในบทของหัวหน้าถามตัวเองว่า เราจริงใจต่อคนรอบตัวแล้วหรือยัง? บอกพวกเขาตรงๆหรือยังว่า ทำงานกับพี่อาจพบกับอะไรบ้าง? อย่ากลัวลูกน้องเผ่นหนีหากได้ยิน ‘ฝันร้าย’ ในการทำงานกับเรา กัปตัน Shackleton บอกว่า “ให้เขารู้ฝันร้ายตั้งแต่ก่อนขึ้นเรือ” เพราะได้คนที่ใช่ 1 คนดีกว่าที่ไม่ใช่ 10 คน อย่าคิดแทนลูกน้องว่าเขาคงไม่ชอบ สมองที่มีสิทธิ์เลือก มีพลังขับเคลื่อนมากกว่าสมองที่ผิดหวัง Autonomy trumps Unexpectedness ผู้จัดการมือดีท่านหนึ่งเล่าให้ผมฟังด้วยความภูมิใจว่า ‘เลือก’ ไปทำงานตรงนั้นเพราะกิตติศัพท์ว่า หัวหน้า ‘โคตรโหด’ เลยอยากลองเข้าถ้ำเสือ 
 
2) ในบทของลูกน้องถามว่าเราจริงใจกับตัวเองแล้วหรือยัง? ตอบตัวเองได้แล้วหรือยังว่า ทำงานที่นี่ ‘ทำไม’ และพร้อมจะรับมือกับวันแห่งฝันร้ายหรือเปล่า? ผู้บริหารองค์กรพลังงานชั้นนำของไทยท่านหนึ่งเคยบอกกับผมและน้องๆในห้องว่า “เมื่อก่อนพี่ก็ไม่เห็นด้วยกับเป้าหมายที่ได้รับมอบ คิดว่ามันยาก ไร้สาระ และเป็นไปไม่ได้ มีโอกาสก็จะแสดงความต่อต้าน แต่วันหนึ่งได้นั่งฟัง CEO เล่าสาเหตุว่า ‘ทำไม’ เราจึงต้องทำเป้าหมายนี้ให้ได้ และมันสำคัญต่อความอยู่รอดของประเทศเราอย่างไร วันนั้นพี่เปลี่ยนความคิดเลยว่าจะสนับสนุนวิสัยทัศน์ที่ท้าทายนี้ในทุกๆทางที่เป็นไปได้ เมื่อเราเข้าถึง Why เราจะหา What และ How ได้เสมอ
 
ลองหยิบปากกาใกล้ตัวมาเขียน ‘ฝันร้าย’ ในงานของคุณดูไหมครับ แล้วฟังเสียงจากสมองส่วนหลังว่ามันบอกอย่างไร?
 
 
ที่มา: คอลัมน์ Leading out-of-The-Box
กรุงเทพธุรกิจ 23 มีนาคม 2557