ความสามารถทางภาษาอังกฤษของคนไทยถือเป็นอันดับสามของเอเชีย... แต่เป็น Bottom 3 ไม่ใช่ Top 3

คนไทยเรา หากจะแข่งขันบนเวทีโลก แค่ ฟัง พูด อ่าน เขียน เป็นภาษาอังกฤษได้นั้นไม่พอ ต้อง คิด เป็นภาษาอังกฤษด้วย ” 

ซีอีโอท่านหนึ่งกล่าวกับผม ยามนั่งคุยกันระหว่างการโค้ช

แปลว่าอะไรครับพี่? ” ผมถามอย่างสนใจ

อ้าว อาจารย์เคยสังเกตไหม เวลาเข้าประชุมกับฝรั่ง คนไทยเราไม่มีปัญหาในการนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ พูดได้คล่อง สำเนียงดีเสียด้วย ผู้ฟังยังทึ่ง ” คนพูดหัวเราะฮ่าๆก่อนวกถาม “อาจารย์รู้ไหมว่าทำไม? 

แล้วเจ้าตัวก็เล่าต่อโดยไม่รอคำตอบ “เพราะเวลานำเสนอเราซ้อมล่วงหน้าได้ไง ท่องไปสิว่าจะต้องพูดอะไร แถมในสไลด์ยังเขียนอธิบายเสียละเอียด พอยืนก็อ่านไปตามบรรทัด ไม่ยาก... ” 

...แต่คนไทยจะเจอปัญหาเวลาถูก ‘ ถาม ’  เป็นภาษาอังกฤษ เพราะมันเตรียมล่วงหน้าไม่ได้ ไม่รู้คนถามจะถามอะไร พอมีคำถามปุ๊บนะอาจารย์ มันจะต้องผ่านกระบวนการประมาณนี้ ” ท่านอธิบายเป็น Process สมเป็นวิศวกรเก่า

1.ฟังคำถามเข้าหูเป็นภาษาอังกฤษ

2.แปลสิ่งที่ได้ยินเป็นภาษาไทย

3.ทำความเข้าใจความหมายของคำถาม

4.หาคำตอบ (ที่มักมาเป็นภาษาไทย)

5.แปลคำตอบในหัวให้เป็นภาษาอังกฤษ

6.ตอบกลับไปที่คนถาม


ปัญหาคือ คนฟังในห้องมองไม่เห็นขั้นตอนเหล่านี้ที่กำลังเกิดขึ้นในสมองเรา เค้าเห็นแต่ว่าคนไทยยืนเอ๋อหลังถูกถามเป็นภาษาอังกฤษ... ” 

ซีอีโอทำท่าพนักงานยืนงงๆพร้อมหน้าตาเหรอหราประกอบ

...กว่าจะได้คำตอบออกมา พวกสิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย มันตอบกันไปหมดแล้ว เค้าไปคำถามที่สามที่สี่แล้ว พี่ไทยก็ยังคิดอยู่ ” ท่านสรุปชนิดเห็นภาพ

ใน Survey ปี 2015 ของ The International English Language Testing System (IELTS) ความสามารถทางภาษาอังกฤษดีที่สุดในอาเซียนคือ สิงคโปร์ ตามด้วย มาเลเซีย และ เวียดนามส่วนไทยเรา อยู่อันดับ 62 จาก 70 ประเทศสำรวจ เป็นที่สามจากท้ายของเอเซีย ดีกว่าแค่เขมรและมองโกเลีย แถมกลุ่มคะแนนน้อยคือกลุ่มเด็ก 18-20

เจ็บ… แต่จริง

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

1. Functional Illiterate คุณมีชัย วีระไวทยะ กล่าวบนเวทีงาน Connext ED ว่าเด็กไทยมีอัตราการอ่านออกเขียนได้สูง แต่อัตราการอ่านแล้วเข้าใจต่ำ คือเกือบ 100%อ่านหนังสือได้เหมือนนกแก้วนกขุนทอง แต่ 1 ใน 3 มีปัญหากับการจับใจความว่าเนื้อหาคืออะไร ผู้เขียนต้องการสื่อประเด็นไหน แล้วถ้าเป็นภาษาอังกฤษล่ะ? ยิ่งมีคำเปรียบเปรย สุภาษิต อุปมาอุปมัย อาจยิ่งไปกันใหญ่ เพื่อนผมคนหนึ่งเคยเข็นจักรยานเข้าร้านซ่อมที่อเมริกาแล้วบอกว่า “My bicycle has no wind!” 


2.English Is A Habit สำหรับสมองภาษาไม่ใช่ความรู้หรือทักษะ แต่ภาษาคือนิสัย เป็นโหมดประหยัดพลังงาน เหมือนเราขับรถกลับบ้าน หรืออาบน้ำตอนเช้า สิ่งที่คุณซีอีโอบอกผมว่าคนไทยต้อง ‘คิด ’ เป็นภาษาอังกฤษ ก็คือเราต้องใช้ภาษาอังกฤษจนเป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการของสมองเคยเงี่ยหูฟังเด็กที่เรียนอินเตอร์เล่นกันไหมครับ เค้าสามารถสวิทช์กลับไปกลับมาระหว่างอังกฤษและไทยได้อย่างราบรื่นไม่มีกระตุก นั่นแปลว่ามันเป็นนิสัยแล้ว


3.Use Social And Environment ตัวช่วยในการสร้างนิสัยคือต้องใช้สังคม (Social) และสิ่งแวดล้อม(Environment) จาก B.A.S.E. โมเดลมาช่วยวิธีที่ได้ผลสุดในการฝึกภาษาคือการ ‘ไปอยู่ ’ ท่ามกลางภาษานั้นๆ หากนำองค์กรไปอยู่ในภาษานั้นไม่ได้ ก็อาจนำภาษามาอยู่ในองค์กร SCG ประกาศใช้ English only เพื่อก้าวสู่เวทีโลก ส่วน Korean Air ห้ามนักบินใช้ภาษาเกาหลีในค็อกพิต ที่ MiddleburyCollege ของผม 

ทุกซัมเมอร์แคมปัสจะถูกปรับให้เป็นโซนประเทศต่างๆ และต้องใช้ภาษาเหล่านั้นเท่านั้นในบริเวณที่กำหนด

แต่การต้องสอนเป็นภาษาอังกฤษเป็นความลำบากอย่างมากสำหรับผม

อาจารย์คะ เรามีคนต่างชาติในห้องด้วย ไม่ทราบอาจารย์สอนเป็นภาษาอังกฤษได้ไหมคะ กลัวเค้าจะไม่รู้เรื่อง ” HRกล่าวอย่างกังวล

ปัญหาจริงๆไม่ใช่คนต่างชาติสามสี่คนในห้อง แต่คือคนไทยอีกสิบกว่าชีวิตมากกว่า ส่วนใหญ่ผมพบว่า Non Thai ในห้องให้ความร่วมมือดี 

หัวเราะครื้นเครง มีส่วนร่วมเต็มที่กับกิจกรรมและเรื่องเล่าภาษาอังกฤษ

กลับเป็นคนไทยเราเองที่นั่งนิ่ง ไม่ถาม ไม่ตอบ เหมือนปลาออกนอกน้ำยามต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง

ผมเคยลองวิธีใหม่ คือสอนภาษาไทยทั้งๆที่มีคนต่างชาติในห้องนั่นแหละ กลายเป็นว่าได้ความร่วมมืออย่างดี 

ทุกคนสะดวกใจเมื่อใช้ภาษาไทย ช่วยกันแปล ช่วยกันดูแลฝรั่งที่ไม่เข้าใจ

เมื่อไหร่โลกเปลี่ยนมาใช้ภาษาไทยเป็นภาษาสากล วันนั้นเราคงได้เป็น Top 3 บ้างนะครับคุณผู้อ่าน





 

ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์
Principal Partner
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 19 ก.ย.59