Leading-out-of-The-Box : กาย สมอง ใจ

“ผมอยากขอเพียงสามอย่างเท่านั้นในการทำงานของพวกเรา คือ ใจ สมอง และ กาย ถ้าเรามาทำงานกับความพร้อมทั้งสามด้าน ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าองค์กรของเราจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน”

CEO ของบริษัทมหาชนแห่งหนึ่งกล่าวให้โอวาทพนักงาน ระหว่างหลักสูตรที่ผมมีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วม กระชับและได้ใจความดีมาก

คำถามของผู้นำสมองคือ อะไรมาก่อนอะไร? หากให้คุณผู้อ่านเรียงลำดับก่อนหลังระหว่างตัวแปรสามตัวนี้ คุณผู้อ่านจะเรียงอย่างไรครับ?

ผมลองซาวด์เสียงคนในห้อง ส่วนมากบอกว่าควรเรียง ใจ สมอง แล้วจึงกาย เพราะหากเรามีจิตใจที่ดี ที่กระตือรือร้น ที่รักในงานที่ทำ เราก็จะมีความคิดที่ดี มีความขยันขันแข็ง มองหาโอกาสใหม่ๆ ส่งผลให้ท้ายสุดการกระทำของเราก็จะสร้างผลงานที่ดี เป็น Cause and Effect

ตามโลจิคนี้ หากเราอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงให้องค์กร เราต้องเริ่มจากการ ‘เปลี่ยนใจ’ พวกเขาก่อน สมองกับกายจะตามมา ฟังดูเข้าท่าแต่ปัญหาคือ เปลี่ยนใจคนมันยาก

Dr. BJ Fogg แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์มากว่า 20 ปีบอกว่า มี 3 วิธีในการทำให้คน ‘เปลี่ยน’ 1) ให้เขาตระหนักรู้ได้เอง 2) เปลี่ยนสภาพแวดล้อม และ 3) เริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ ซึ่งเขาบอกว่า ทางเลือกยากที่สุดในสามข้อนี้คือ ข้อแรก การเปลี่ยนใจ คนส่วนมากทำไม่ได้ เราจึงไม่ค่อยเห็นใครประสบความสำเร็จในการรักษา New Year Resolutions สักกี่คน ทั้งที่ตอนปีใหม่ก็สบถสาบานว่าปีนี้ตั้งใจจริง

เมื่อเปลี่ยนใจมันยาก ถ้าลองกลับสมการนี้เป็น กาย สมอง ใจ แทนล่ะจะเป็นไปได้ไหม? ย้ายมาโฟกัสที่การกระทำก่อน เพื่อให้ความคิดเปลี่ยนไป แล้วค่อยนำไปสู่ใจที่เปลี่ยนแปลง?

เวลาเราถูกอะไรลวกผิวหนัง เช่น น้ำร้อนหรือเตารีด การปฐมพยาบาลบอกให้เปิดน้ำรดสักสิบนาที คุณผู้อ่านเคยสงสัยไหมครับว่าทำไม? เพราะหากคิดเชิงวิทยาศาสตร์ เซลส์ที่ตายจากความร้อนก็ตายไปหมดแล้ว ความเย็นจากน้ำไม่ได้ช่วยให้เซลส์เหล่านั้นกลับมามีชีวิตได้อีกสักหน่อย? แล้วการประคบช่วยอะไร?

สมัยเรียนอาจารย์ท่านหนึ่งเคยอธิบายให้ผมฟังว่า “การรักษาด้วยน้ำช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นเพราะน้ำทำให้ผิวหนังเรารู้สึกเย็น เมื่อสมองรับรู้ความเย็น มันจะคิดว่าความร้อนได้ถูกทำลายไป ความคิดเช่นนั้นส่งผลให้เกิดการหยุดสร้างปฏิกิริยาตอบสนองต่อความร้อน เช่น การพุพองของผิวหนัง หรือ การฆ่าตัวตายของเซลส์ที่อยู่ใกล้ๆ (Necrosis)ว้าว... อีกตัวอย่างที่คล้ายๆกันคือ การบังคับตัวเองให้หายใจลึกๆ เพื่อทำให้สมองรู้สึกผ่อนคลาย ลดความตื่นเต้นลง เมื่อกายนำจะเกิดความคิดใหม่ในสมอง ส่งผลให้ใจเราเปลี่ยนแปลง รักแท้แพ้ใกล้ชิด

กาย สมอง then ใจ

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

1.     โฟกัสให้การกระทำ (กาย) เกิดขึ้นก่อน เมื่อครั้งไปเยือนโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้าที่ญี่ปุ่น ผมเคยทึ่งกับพฤติกรรมที่เมื่อถึงทางแยกหรือเวลาข้ามถนน พนักงานทุกคนจะชี้มือขวา ซ้าย และตรง พร้อมหันหน้าไปทางเดียวกับที่นิ้วชี้ ลองสอบถามพนักงานผู้นำทัวร์ ได้ความว่า เขาฝึกให้ทุกคนทำอย่างนี้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาในองค์กร “แล้วยูไม่รู้สึกแปลกๆบ้างหรือ?” ผมถาม เธอยิ้มแห้งๆแล้วตอบว่า “ใหม่ๆก็แปลกบ้าง แต่ไม่ทำไม่ได้เพราะมีรุ่นพี่คอยตรวจ อีกอย่าง คนทุกคนทำกัน ฉะนั้น หากไม่ทำสิจะกลายเป็นความแปลก”

2.     กระตุ้นความคิด (สมอง) ให้พิจารณาแนวทางใหม่ พอทำไปได้สักพักใหญ่ๆ องค์กรจะให้พนักงานเข้าโครงการสอนเรื่องวัฒนธรรมของโตโยต้า หนึ่งในนั้นคือ การอธิบายให้ฟังว่า สาเหตุที่ต้องให้ชี้ เพราะพฤติกรรมการมองสังเกตยาก และเขาเชื่อว่าหากมือชี้ตาจะมองตาม ทำให้เกิดสติเวลาข้ามถนน เมื่อกายเปลี่ยนความคิดจะเกิด

3.     หล่อหลอมพฤติกรรมจนเป็นนิสัย (ใจ) ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ไกด์สาวร่างกะทัดรัดบอกว่าตอนนี้ตนเองก็ทำจนติดเป็นนิสัย พอเดินถึงทางแยก มือมันจะชี้เองโดยอัตโนมัติ ยิ่งกว่านั้นเดี๋ยวนี้ติดไปนอกองค์กรด้วย เช่น ตอนไปเดินซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต เวลาเข็นรถผ่านระหว่างชั้นวางของ มือก็ยกขึ้นมาชี้ขวา ซ้าย ตรง ประมาณว่าการระแวดระวังอันตรายกลายเป็นจิตวิญญาณไปเสียแล้ว “แต่ก็ดีนะ...เพราะเมื่อก่อนเป็นคนซุ่มซ่าม แต่เดี๋ยวนี้ไม่เคยชนอะไรอีกเลย” เธอสรุปอย่างขำๆก่อนจบรายการทัวร์


งั้นหากองค์กรไทยของคุณผู้อ่านรอสมการ ใจ สมอง กาย ไม่ไหว ลองเปลี่ยนมาใช้วิธี กาย สมอง ใจ แบบการสร้างวัฒนธรรมขององค์กรญี่ปุ่นดูไหมครับ?

 

ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์

Principal Partner

สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 1 ก.พ.58