Leading out-of-The-Box ‘Frame’ storming



ผมได้เรียนเกี่ยวกับเรื่อง Framestorming ของ Anette Prehn ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Play Your Brain ในหลักสูตร Executive Coaching เมื่อไม่นานมานี้

 

Framestorming หมายถึง การช่วยกันหามุมมองอื่นๆให้กับสิ่งที่เข้ามาในชีวิต คล้ายกับ Brainstorming แต่แทนการระดมสมองด้วยการ ‘ระดมทัศนคติ’


ภาษาสมองเรียกกระบวนการเลือกทัศนคตินี้ว่า Reframing เป็นการฝึก ‘นำสมอง’ ให้ส่วน Thalamus ที่ควบคุมการเข้ามาของข้อมูลทำงานประสานกับสมองส่วนหน้าหรือ Prefrontal Cortex ให้แปรข้อมูลไปในทิศทางบวก มีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจ และพฤติกรรมการดำเนินชีวิต “หากเราเข้าใจว่าคนคิดอย่างไร เราจะสามารถโน้มน้าวให้เขาแสดงออกถึงพฤติกรรมที่ต้องการ งานได้ผล คนเป็นสุข” 

 

อ.เกรียงศักดิ์ นิรัติพัฒนะศัย โค้ชผู้บริหารระดับแนวหน้าของไทย พูดถึงการ Reframe ไว้ในเฟสบุ๊คของท่าน ซึ่งผมขออนุญาตยกบางส่วนมาเล่าสู่คุณผู้อ่าน ท่านเขียนไว้ว่า “เรามีศักยภาพสูง แต่ทัศนคติของเราอาจเป็นอุปสรรค...ลองพิจารณาทัศนคติทางเลือกดูครับ…”

 

ทัศนคติเดิม: งานยากทำให้เครียด → ทัศนคติใหม่: เพราะงานยากเขาถึงต้องมีเรา

ทัศนคติเดิม: ทำงานเยอะไปทำไม → ทัศนคติใหม่: งานเยอะจะได้รู้ว่าศักยภาพเราอยู่ตรงไหน

ทัศนคติเดิม: ไปเร็วก็ไปรอจะไปทำไม → ทัศนคติใหม่: ไปก่อนเวลาจะได้เตรียมให้พร้อม

ทัศนคติเดิม: ปัญหามาจากคนอื่นๆ → ทัศนคติใหม่: เรามีส่วนเป็นสาเหตุอย่างไรบ้าง?

 

Marcus Buckingham ผู้เขียนหนังสือเจาะจุดแข็ง เล่าไว้ถึงงานวิจัยงานหนึ่งว่า คู่สามีภรรยาที่อยู่ด้วยการได้อย่างยั่งยืน คือคู่ที่สามีประเมินภรรยาในเรื่องต่างๆ เช่น หน้าตา นิสัย ความอดทน ความมีระเบียบ ฯลฯ สูงกว่าที่ภรรยาประเมินให้ตนเอง และในคู่ดังกล่าวภรรยาก็ประเมินสามีในเรื่องเหล่านั้นสูงกว่าที่สามีประเมินให้ตนเองเช่นกัน

 

คิดง่ายๆคือ “คู่ที่อยู่กันยืดคือคู่ที่ต่างฝ่ายต่าง Reframe ให้ตนเองชื่นชมคู่ชีวิตของตน”

 

การโน้มน้าวสมองแบบนี้ส่งผลบวกอย่างไรต่อพฤติกรรม? เช่น ภรรยาแต่งตัวช้า รอนานไม่เสร็จซักที สามีมีทัศนคติในใจว่า พวกผู้หญิงนี่ชักช้าโอ้เอ้เหมือนกันหมด หากเขา Reframe ไม่เป็นก็อาจเผลอหลุดปากไปว่า “นี่เธอ...เค้ากินข้าวกันวันนี้นะไม่ใช่พรุ่งนี้” ผลที่ตามมาคือ ทะเลาะกันจนไม่ได้ไปดินเนอร์กันทั้งคู่ 

 

ในมุมกลับกัน หากสามี Reframe ให้ตนเองประเมินความงามของภรรยาไว้สูงส่ง เช่น ผมให้คะแนนภรรยาสุดสวยอยู่ที่ 12 จาก 10 (ฟรุ้งฟริ้งๆ เผื่อมาอ่าน) สามีก็จะมีทัศนคติอีกแบบคือ เธอพิถีพิถันกับการแต่งตัวอย่างนี้นี่เอง เวลาไปไหนคนถึงมองเราด้วยความอิจฉาที่มีภรรยาสวย และพฤติกรรมเปลี่ยนเป็นคำชม “ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าใครบางคนจะสวยขึ้นทุกวันได้” ผลที่ตามมาคือ ไม่ได้ไปดินเนอร์อยู่ดี แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างจากกรณีข้างบน

 

สรุปสั้นๆ Framestorming ก็คือการฝึกคนในองค์กรของคุณให้มองข้อเท็จจริงเดิมด้วยมุมมองใหม่ อาจทำได้ด้วยวิธีง่ายๆอย่างที่ อ.เกรียงศักดิ์แสดงไว้ข้างต้น คือช่วยกันระดมความคิดว่า ผลที่อยากได้คืออะไร? ทัศนคติเดิมกับเรื่องนี้ของเราคืออะไร? แล้วช่วยกันคิดว่าเราสามารถมองเรื่องนี้ใหม่ในมุมใดได้บ้างที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จ?

 

 

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

 

  1. เชื่อเถอะว่ามันได้ผล มีงานวิจัยเยอะแยะมากมายที่แสดงให้เห็นแล้วว่ามนุษย์สามารถโน้มน้าวสมองตนเองได้ บางส่วนผมเล่าถึงไปแล้วในหลายตอน ‘The Priming Effect’ ‘สมองตัดสินด้วยหัวใจ’ และ ‘ศรัทธาสร้างได้’ เพียงผู้นำฝึกให้ชำนาญ เราจะสามารถสะกิดสมองผู้บริโภคให้เขาซื้อของเรามากขึ้น สะกิดสมองลูกน้องทำให้เขาศรัทธาเรามากขึ้น และสะกิดสมองตัวเองให้เปลี่ยนพฤติกรรมไปในทิศทางที่เป็นบวกต่อเป้าหมายของเรา


  2. พิจารณาเป้าหมายที่ตั้งให้ดี ในเมื่อเรา Reframe สมองให้เดินตามทางที่ต้องการได้ หากไม่ระวังมันก็ถูกโน้มน้าวให้เดินหลงทางได้เช่นเดียวกัน ทางป้องกันคือต้องหมั่นทบทวนเป้าหมายให้แน่ว่ามันตรงกับสิ่งที่คุณต้องการ 

 

ตัวอย่างเช่น ภรรยาที่ตั้งเป้าหมายว่า ‘ไม่อยากหย่า’ การ Reframe อาจทำให้เธออยู่กับสามีที่แสนเลวต่อไปทั้งน้ำตา แต่ถ้านำมาทบทวนแล้วคิดได้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเธอคือ ‘อยากให้ลูกมีความสุข’  ต่างหาก เธอจะเข้าใจว่าการหลอกสมองให้ทนการทะเลาะเบาะแว้งกับสามีทุกวันไม่ได้ทำให้ลูกเป็นสุข และเมื่อใช้เวลา Framestorming สักนิด เธอก็อาจพบทัศนคติใหม่ว่า ‘พ่อแม่เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันก็ทำให้ลูกมีความสุขได้’ แล้วนำชีวิตตนเองออกจากวงจรนั้น

 

รู้จัก Framestorming กันแล้ว คุณผู้อ่านล่ะครับมีทัศนคติใหม่ใดบ้างกับเรื่องรอบตัว?





 

ดร. ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์

Dr. Thun Thamrongnawasawat

Principal Partner

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 29 มิ.ย.57