Leading Out-of-The-Box: F.I.G.H.T.© Your Brainplasticity



ถาม: ทำไม Coaching จึงเวิร์ค? (กว่าวิธีอื่นๆ)

 

ตอบ: เพราะ “90% ของการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากความคิดภายในสมองของตัวเอง” 

 

งานวิจัยของสถาบัน The Center for Molecular and Behavioral Neuroscience (CMBN) มหาวิทยาลัยรัทเกอรส์ (Rutgers University) ที่สหรัฐอเมริกาบอกว่าข้อมูลภายนอกมีผลน้อยมากกับการโน้มน้าวให้คนเปลี่ยนแปลงตนเอง คนส่วนมากเปลี่ยนเพราะ ‘เลือก’ ที่จะเปลี่ยน ไม่ใช่เพราะถูก ‘สั่ง’ ให้เปลี่ยน

 

วันนี้ผมจะขอแชร์กับคุณผู้อ่านโมเดลโค้ชของเราที่เรียกว่า F.I.G.H.T.© ไฟท์ – ต่อสู้กับสมองเพื่อให้เจ้าของดีขึ้น! 

 

จากการศึกษาด้านสมองกับภาวะผู้นำ (Brain-Based Leadership) มาหลายปี ทำงานเป็นโค้ช เป็นที่ปรึกษา และเป็นเทรนเนอร์ให้กับองค์กรมากแห่ง ผมเชื่อว่า 5 กระบวนการนี้คือหัวใจสำหรับการโค้ชตามแนวทางที่เป็นมิตรกับสมองที่สุด เพิ่มโอกาสที่จะบรรลุความสำเร็จสูงสุดในการให้มนุษย์ ‘เปลี่ยนสมอง’ ตนเอง (Brain Re-wiring) 

 

1. focus on goal กำหนดเป้าหมาย

 

วิทยาศาสตร์ด้านสมองพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าสมอง ‘เปลี่ยนได้’ (Brainplasticity) และเปลี่ยนตามสิ่งที่มันโฟกัส หากเราปล่อยให้ตนเองคิดเรื่องอดีต คิดเรื่องปัญหา สมองก็จะยึดติดกับสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ หมกมุ่นกับสิ่งที่ทำไม่ได้มากกว่าสิ่งที่ทำได้ บางคนถึงขั้นเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าเพราะสมองจมอยู่กับการย้ำคิดเรื่องเดิมๆ งั้นทางออกคือต้องโฟกัสสมองไปข้างหน้า ไปที่อนาคต ไปที่การเปลี่ยนแปลง พูดง่ายแต่ทำยาก

 

ประเด็นนี้โค้ชสามารถช่วยโค้ชชี่ให้โฟกัสสมองตัวเองได้ด้วยคำถามง่ายๆเช่น “คุณอยากเห็นผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร?” หรือ “เป้าหมายของคุณคืออะไร?” 

 

2. Initiate new action ใส่ใจลองทำ

 

กระบวนการนี้คือการออกจาก Comfort Zone เดิมโดยเลือกสิ่งที่อยากลองปฏิบัติสักหนึ่งเรื่องเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ต้องเป็นวิธีใหม่ที่ไม่ใช่พฤติกรรมเดิม หัวใจของการ ‘รื้อสมอง’ (Break old wiring) คือการลงมือทำ สมองจะตอบสนองต่อเมื่อมีการกระทำเกิดขึ้น แค่ตั้งใจไปออกกำลังกายไม่มีประโยชน์ ถ้าจะเริ่มเปลี่ยนมันต้องลองไปวิ่งดูสักสามสี่ครั้งเพื่อประสบการณ์จริง 

 

ช่วงนี้โค้ชมีประโยชน์มากในการสนับสนุน ให้ข้อแนะนำ และเครื่องมือเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเจ้าตัว มิฉะนั้นโค้ชชี่อาจถอดใจไปก่อนสมองจะมีโอกาสได้แตกหน่อใหม่ 

 

3. Grow your thinking นำมาทบทวน

 

หลังจากไปทดลองปฏิบัติมาแล้วสมองจะเปลี่ยนแปลงได้ต่อเมื่อนำสิ่งที่เรียนรู้กลับมาคิด ฝรั่งเรียกกระบวนการนี้ว่า Meta-cognition หรือการคิดถึงสิ่งที่ตนเองคิด เป็นความสามารถพิเศษที่พบในมนุษย์เท่านั้นไม่มีในสัตว์อื่น เช่น “เราเรียนรู้อะไรจากสิ่งที่ได้ทำลงไป?” หรือ “ทำไมเราถึงไม่เคยมองเขาในมุมนี้มาก่อน?” นี่คือจุดที่สมองเกิดข้อคิดใหม่ (Form new wiring) ที่เป็นทางออกจากความเชื่อเดิม

 

คำถามจากโค้ชในกระบวนการนี้อาจเป็น “ได้ข้อคิดอะไรกับตัวเองบ้าง?” หรือ “คิดว่าเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับความคิดตนเองหลังจากได้ลองปฏิบัติ?” เพื่อกระตุ้นให้โค้ชชี่ได้เชื่อมต่อใยสมองใหม่ๆ

 

4. Habituate behaviors ชวนเป็นนิสัย

 

กิจกรรมส่วนมากในชีวิตเราสมองทำโดยไม่ต้องคิด และนิสัยเดิมเหล่านี้ยากที่จะเปลี่ยน หลายครั้งโค้ชชี่ออกจากห้องด้วยความรู้สึกว่าตนเองประสบความสำเร็จ เพียงเพื่อจะพบว่าภายในไม่กี่เดือนสมองตนเอง ‘กลับ’ ไปเป็นแบบเดิมที่เคยชิน วิธีเอาชนะสมองคือต้องฝึกฝนพฤติกรรมใหม่จนกลายเป็นนิสัย (Strengthen connection) แปลว่าทำโดยไม่ต้องคิด เช่นคนที่ออกกำลังจนติด ตื่นเช้าจะสวมรองเท้าออกไปวิ่งโดยไม่ต้องมีสติคอยเตือน

 

โค้ชสามารถช่วยประเด็นนี้ได้ด้วยการตั้งคำถามว่า “แล้วจะทำพฤติกรรมนี้ให้เป็นนิสัยได้อย่างไร?” “จะเอาสิ่งใหม่นี้ไปสลับกับนิสัยเดิมบางอย่างของตนเองได้อย่างไร?” รวมถึงโค้ชสามารถเป็นเพื่อนคอยช่วยกระตุ้นให้เกิดความสม่ำเสมออย่าให้แผ่ว คล้ายกับเทรนเน่อร์ที่ช่วยเราให้ออกกำลังได้จนเป็นกิจวัตร 

 

5. Transcend success ขยายให้เติบโต

 

มหัศจรรย์ของสมองคือการแตกตัวต่อไปไม่สิ้นสุด Paul O’Neil แห่งบริษัท ALCOA เรียกมันว่า Keystone Habits นั่นคือลูกคลื่นที่กระจายออกจากการเปลี่ยนนิสัยตนเองเพียงหนึ่งอย่าง (Neuronal expansion) เช่น คนที่เปลี่ยนนิสัยตนเองมาออกกำลังเช่นขี่จักรยานทุกเช้าได้ สักพักจะเริ่มเปลี่ยนนิสัยการกินมาดูแลสุขภาพมากขึ้น อาจจะเลิกกิจกรรมอบายมุขทั้งหลายแหล่ รวมถึงกล้าลองเข้าแข่งขันขี่จักรยานระยะไกล หรือหันมายกน้ำหนักอย่างจริงจัง 

 

เมื่อจบกระบวนการโค้ชสามารถตั้งคำถามกับโค้ชชี่ว่า “แล้วอยากลองทำอะไรอีก?” หรือ “อะไรคือเป้าหมายต่อไปสำหรับคุณ?” วนกลับสู่กระบวนการ F.I.G.H.T. © ต่อสู้กับสมองเพื่อพัฒนาตนเองอย่างไม่สิ้นสุดต่อไป

 

มาลองเปลี่ยนสมองตัวเองดูไหมครับ?

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 25 พ.ค.57