Leading Out-of-The-Box: Coaching to ‘Flow’


คุณผู้อ่านเคยรู้สึกอย่างนี้ไหมครับ? ทำกิจกรรมอะไรสักอย่างแล้วเวลาผ่านไปรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว อ่านหนังสือแล้วคนเรียกไม่ได้ยิน หรือทำงานจนมืดค่ำลืมกินข้าวเย็น?

นี่คือสิ่งที่ Dr. Mihaly Csikszentmihalyi กูรูด้านจิตวิทยาชาวฮังการีแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก เรียกว่า Flow โมเดลนี้ผุดขึ้นในสมองเมื่อผมกำลังเตรียมตัวไปแชร์เรื่อง Brain-Based Brush Up for Coach

หลักการของ Flow นั้นใช้ตัวแปรสองตัวคือความสามารถของผู้นำ (Capability)และความท้าทายของกิจกรรม (Challenge) หัวใจของมันบอกว่า “เราจะอยู่ใน Flow เมื่อได้ทำงานที่ความท้าทายเหมาะสมกับความสามารถ” ในความลงตัวนั้นเราจะมีสมาธิ ตั้งใจ และมุ่งมั่นกับการทำงานให้ดีที่สุด

เหมือนอ่านหนังสือ ถ้ามันยากไป คนอ่านไม่รู้เรื่องก็ไม่อยากอ่าน หากมันง่ายไป คนอ่านเบื่อก็ไม่อยากอ่าน เราจะอยู่ใน Flow ต่อเมื่อความท้าทายของหนังสือ ‘ตรง’ กับความสามารถของคนอ่าน

สำหรับสมอง Flow เกิดขึ้นเมื่อฮอร์โมนหลั่งออกมาอย่างเหมาะสมหากฮอร์โมนสมองเช่นโดพามีนหรือนอร์เอพิเนฟรินอยู่ในระดับที่ลงตัว สมองส่วนหน้าจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พฤติกรรมคือ กระตือรือร้น ทุ่มเท สนใจและผูกพันกับกิจกรรมตรงหน้า

ในมุมกลับกัน หากฮอร์โมนเหล่านั้นหลั่งออกมามากไป สมองจะเข้าสู่สภาพ over-aroused พฤติกรรมคือ ตระหนก หมกมุ่น ฟุ้งซ่าน วนเวียน หรือฮอร์โมนมีน้อยเกินไป สมองก็จะเข้าสู่สภาพ under-aroused พฤติกรรมคือ เฉื่อย เบื่อ เหงา เซ็ง หมดอาลัยตายอยาก ดังนั้น Flow กับสมองดูจะทำงานบนหลักเดียวกัน

ข้อคิดในวันนี้คือ

หากเรารู้วิธีที่จะ ‘นำ’ สมอง เราก็จะสามารถสร้าง Flow ให้ตนเองได้ และหากมองในมุมโค้ช หน้าที่ของโค้ชก็คือ ช่วยโค้ชชี่ให้เข้าถึง Flow ของตนเอง ซึ่งทำได้ไม่ยากหากตัวโค้ชเข้าใจการทำงานของสมอง ลองแชร์แนวทางสักสองสามข้อนะครับ

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

1. ลองกำหนดจุดก่อนว่าเราอยู่ตรงไหน ถ้าให้ Capability เป็นแกนนอน และ Challenge เป็นแกนตั้ง Flow Zone จะเกิดขึ้นเป็นแนวทะแยงมุมขึ้นจากซ้ายไปขวา หากชีวิตคุณอยู่ในแนวนี้ แสดงว่าคุณกำลังอยู่ใน Flow นั่นคือ ความท้าทายของงานเหมาะสมกับความสามารถ พฤติกรรมที่เห็นก็ควรล้อกัน เช่น กระหายที่จะทำงาน สนุกกับโจทย์ตรงหน้า ไฟแรง แต่ถ้าตำแหน่งของคุณสูงกว่าแนว (งานยาก     เกินไป) หรือต่ำกว่าแนว (งานง่ายเกินไป) แสดงว่าหลุด Flow เห็นภาพไหมครับ? ลองสร้างความชัดเจนให้สมองร่วมกับโค้ชของคุณก็ได้
 
2. ขยับ Capability ง่ายกว่าขยับ Challengeสำหรับคนส่วนมากงานที่เข้ามานั้นยากและเลือกไม่ได้ ฉะนั้นการขยับแกนความท้าทาย (Challenge) ลงอาจทำได้ลำบาก นี่คือจุดที่ผู้นำสมองจะได้เปรียบคนอื่น เพราะสำหรับสมองการขยับความสามารถ (Capability) ของมันเป็นไปได้ง่ายเมื่อรู้เทคนิค ถ้ารู้สึกว่างานยากเกินไป หากเรา(หรือโค้ช)ช่วยเคลียร์สมองด้วยการลดสิ่งรบกวนลง เช่น กำหนดเวลา       1 ชั่วโมงให้โฟกัสกับความท้าทายตรงหน้าอย่างเต็มที่ หยุด Multitask (แปลว่า email/LINE/Facebook/โทรศัพท์) เคลียร์ความเครียดและข้อจำกัดที่รุมเร้า ตั้งใจเขียนเป้าหมายที่ท้าทายและสิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจน สะสมชัยชนะระยะสั้นไปเรื่อย เสริมด้วยกำลังใจจากโค้ชอีกแรง เท่านี้พิกัด Capability ของเราก็จะสูงขึ้น Flow ของเราก็จะสามารถตอบสนองกับ Challenge ที่คิดว่ายากเกินไปได้
 
ผู้บริหารขององคกรหนึ่งบอกผมในหลักสูตร Problem Solving 
“ผมพบว่าถ้าตั้งใจคิดจริงๆผมก็มีทางออกให้กับทุกปัญหาในชีวิต 
แต่ปัญหาคือผมไม่ค่อยให้เวลาตัวเองตั้งใจคิด” 

ซึ่งตรงนี้ Coaching ช่วยคุณได้
 
3. Strengths-Based ช่วยให้คุณไปได้ไกลกว่า อีกหนึ่งวิธีที่สามารถขยับ Capability ได้คือการเน้นที่จุดแข็ง โดยธรรมชาติจุดความสามารถสูงที่สุดของเราคือการทำงานที่เป็น Strength คือเรามีความรู้ มีทักษะ และมีพรสวรรค์ Zenger-Folkman กูรูด้าน Strength-Based Development บอกว่า “หากคุณใช้เวลากับจุดแข็ง คุณจะสามารถพัฒนาสู่ความเป็นผู้นำขั้นเทพได้ง่ายกว่าพยายามพัฒนาจุด         อ่อน”ดังนั้นการพัฒนางานที่เป็นเกรด A ของเรานั้นได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าพยายามพัฒนาวิชาที่ได้ C ปัญหาคือธรรมชาติสมองชอบโฟกัสที่จุดอ่อน มันมักถามตัวเองว่า “ทำไมเรายังทำไม่ได้?”
 
ในประเด็นสุดท้ายนี้ โค้ชสามารถช่วยโค้ชชี่ให้เอาชนะสมองตัวเอง เป้าหมายสำหรับโค้ชก็คือ การขยับ Capability ของสมองโค้ชชี่ ให้ Flow Zone เลื่อนขึ้นไปรับมือกับโจทย์ที่ท้าทายในชีวิตได้ เช่น การตั้งคำถามง่ายๆกับโค้ชชี่ “คุณจะต่อยอดสิ่งที่ทำได้ดีแล้วให้เป็นเลิศได้อย่างไร?”ส่วนโค้ชชี่จะพัฒนาต่อไปให้ลงลึกยิ่งขึ้น หรือจะ cross-develop ในด้านอื่นๆที่ส่งเสริมจุดแข็งของตนก็ว่ากันไป

ชีวิตคุณผู้อ่านทุกวันนี้ล่ะครับ Flow หรือยัง?
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 18 พ.ค.57