Can กับ Want อะไรเกิดก่อนกัน?

 

วันก่อนมีผู้เข้าเรียนกับผมท่านหนึ่งถามว่า “ขอโทษที่ละลาบละล้วงนะคะอาจารย์ แต่อยากทราบว่าคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงอาจารย์และพี่ชาย (ดร.ธรณ์) มาอย่างไรถึงได้ออกมาเป็นยังงี้?” ... โอ้ว ถามง่ายตอบยากจริง

 

เมื่อเร็วๆนี้ ลูกสาวผมกลับบ้านพร้อมกับสมุดเลขเล่มหนึ่ง พ่อแม่เปิดดูข้างในแล้วประหลาดใจยิ่ง

 

“พิน นี่อะไรคะ?” เราถาม

“โจทย์เลขของหนูค่ะ” เจ้าตัวตอบ

 

ในวัยไล่เลี่ยกับพินผมจำได้ว่า หากเป็นโจทย์เลข สิ่งที่ผมจะพบคือหน้ากระดาษที่พรืดไปด้วยคำถามรายบรรทัด ถามแล้วก็เว้นช่องเล็กๆไว้ให้ตอบ ยามครูตรวจกลับมาเราก็คอยมองแค่ว่าเครื่องหมายที่อยู่ข้างหลังคำตอบเราเป็นเครื่องหมาย ‘ถูก’ หรือ ‘ผิด’ ถ้าถูกเยอะหน่อยก็ยินดี หากมีกากบาทเยอะก็เตรียมฟังคำบ่น “อะไร...โจทย์ง่ายๆอย่างนี้ยังทำไม่ได้”

 

หากของน้องพินหน้าดังกล่าวประกอบไปด้วยประโยคคำถามสั้นๆหนึ่งประโยค เช่น “11+9 = ?” ส่วนเนื้อที่ด้านล่างทั้งหมดมีกรอบว่างๆกว้างๆให้เพื่อเด็กน้อยได้ ‘อธิบาย’ คำตอบ ประมาณว่าหนึ่งหน้าหนึ่งโจทย์อย่างนั้น น้องพินจัดแจงวาดรูปหัวตัวเอง เขียนเลขสิบเอ็ดไว้ข้างในสมอง (Brain-Based สมเป็นลูกพ่อจริงๆ) เสร็จแล้ววาดนิ้วมือยกขึ้นมาอีกเก้านิ้ว ก่อนสรุปว่ารวมกันได้ 20

 

ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือคำแนะนำในกรอบเล็กแยกต่างหากสำหรับผู้ปกครอง ในนั้นเขียนว่า ‘กรุณาอย่าสนใจว่าลูกของคุณตอบถูกหรือตอบผิด ให้สนใจว่าเขาใช้วิธีคิดอย่างไร’ We are interested in their strategies; not the answers.

 

ผมได้โอกาสถามคุณครูว่าแล้ววิธีนี้มันจะถูกหรือ แล้วถ้าเด็กตอบผิดและไม่ได้รับการชี้แจงคำตอบที่ถูกมันจะดีหรือ เธอตอบกลับมาได้อย่างน่าสนใจยิ่ง เลยขออนุญาตนำมาแชร์กับคุณผู้อ่าน คุณครูบอกผมอย่างนี้ครับ

 

“ในฐานะครู หลายครั้งเราต้องเลือกว่าจะให้เด็กทำเป็น (Can) หรือจะให้เด็กอยากทำ (Want) มากกว่ากัน เช่น หากบังคับให้เด็กตอบถูกเพื่อใด้ Can เด็กก็อาจจะเสีย Want ไป คือเมื่อไหร่ที่ครูไม่อยู่ ผู้ปกครองไม่บังคับ เด็กก็จะไม่ทำ ในมุมกลับกัน หากปล่อยให้เด็กทำตามใจ เด็กจะได้ Want แต่อาจทำผิดๆถูกๆ แปลว่าไม่ได้ Can

 

ความเชื่อของเราคือ ‘Want สร้างยากกว่า Can’

 

หากเด็กทำไม่ได้ ทำไม่เป็น สะกดตัวหนังสือไม่ถูก บวกเลขไม่ได้ วันหนึ่งเมื่อโตขึ้นเขาจะเรียนรู้ได้เองว่าวิธีที่ถูกนั้นมันทำอย่างไร อาจช้าหน่อยแต่เขาก็จะรู้ ในมุมกลับกัน หากเขาสูญเสีย Want ไป มีมุมมองว่าการเรียนเป็นเรื่องยาก เรื่องลำบาก ต้องถูกบังคับ ไม่ชอบเลย วันนี้เขาอาจยอมเรียนรู้สิ่งที่เขา ‘ต้องเรียน’ แต่พอถึงวันที่เขา ‘ไม่ต้อง’ ทำอีกต่อไป เขาก็จะหยุดที่จะเรียน เพราะเขาไม่มี Want...

 

เธออธิบายยืดยาวก่อนสรุปสั้นๆพร้อมยิ้มกว้าง “...ด้วยเหตุนี้เราจึงเลือกที่จะดูแล Want ก่อน Can”

 

ผมนึกย้อนกลับไปคำถามข้างต้น “แล้วพ่อกับแม่เลี้ยงพวกเรามายังไงหว่า?”

 

คำตอบที่ได้คือ ‘Super Want’ ไม่เคยมีการบังคับให้เรียน (พิสูจน์ได้อย่างไม่ต้องสงสัยด้วยเกรดของข้าพเจ้าและพี่ชายช่วงมัธยม) สิ่งเดียวที่พ่อทำอย่างสม่ำเสมอคือพาลูกๆท่องโลกกว้างให้เห็นว่ายังมีสิ่งน่าเรียนรู้อีกมากมายไม่รู้จบ พร้อมประโยคสั้นๆว่า “พ่อมั่นใจในตัวลูก” ซึ่งก็คงเวิร์คพอสมควร เพราะอย่างน้อยก็มีผู้เรียนกรุณาสนใจถามว่าพวกเราถูกเลี้ยงมาอย่างไร

 

ข้อคิดสำหรับผู้นำ

 

  1. สำหรับสมอง Want ที่สร้างยากกว่า Can คือความกระหายจนเป็นนิสัย จริงอยู่หัวหน้าหรือองค์กรอาจสร้างความอยากชั่วครู่ชั่วยามได้ด้วยรางวัลหรือบทลงโทษ แต่หากมันยังไม่เป็นพฤติกรรม เวลาของผู้นำที่มีจะหมดไปกับการต้องคอยกระตุ้นลูกทีมให้ทำงาน ลองหาวิธีปลูกฝังความอยากเบื้องลึกให้พวกเขา การพัฒนาบนจุดแข็ง Strengths-Based และการ Lead change เป็นสองวิธีที่อาจช่วยได้
     
  2. ส่วนลูกน้อง (โดยเฉพาะเจนวายที่รัก) มีหลายเรื่องที่ต้อง Can ก่อนจึงจะรู้สึก Want เช่น ระหว่างผมเขียนเรื่องนี้น้องพินกำลังนอนกลิ้งอ่านหนังสือสามสี่เล่มอยู่ข้างๆ หากแม่เธอไม่ได้จ้ำจี้จ้ำไชให้ฝึกอ่านฝึกผสมตัวอักษรตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา มีน้ำตาบ้างไรบ้าง พินก็จะไม่มีวันได้ Want ในวันนี้ ฉะนั้นอย่ายึดแต่ฮอร์โมนอย่างเดียว บางเรื่องไม่ต้องฟินแต่ต้องทำนะจ๊ะ

 

หน้ากระดาษหมดแล้ว อย่าลืมนะครับ สำหรับผู้นำคำตอบถูกต้องหรือไม่ไม่สำคัญ อยู่ที่ว่ามันเวิร์คหรือเปล่า ฉะนั้นจะเลือก Can ก่อนหรือเลือก Want ก่อน สิทธิ์เป็นของคุณครับ!

Want and Can อะไรเกิดก่อน 
ที่มา :  กรุงเทพธุรกิจ 2 มี.ค 57