Leading Out-of-The-Box: สมองไม่ชอบ ‘รอลงอาญา’

“ซ้ายอีกนิด ซ้ายอีกนิด เขาจะตกเวทีแล้ว” นักศึกษาคนหนึ่งกระซิบกระซาบกับเพื่อน
 
“เหรอๆ เอ้า มาทางซ้ายหน่อยพวกเรา” สาส์นถูกส่งต่อไปรอบห้อง ไม่ช้าโปรเฟสเซอร์ที่กำลังสอนอยู่หน้าห้องค่อยๆขยับกลับมาทางซ้าย และขยับซ้ายไปเรื่อยๆจนกลับมาอยู่กลางเวที
 
“เลยแล้วๆ หยุดๆๆๆ” ผู้ฟังในห้องต่างก้มหน้าลงโดยพร้อมเพรียงกัน ผู้ที่อยู่บนเวทีก็หยุดการเดินไปทางซ้ายเหมือนถูกมนตร์สะกด

เหตุการณ์นี้เป็นตำนานอันเลื่องลือของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ห้องเรียนดังกล่าวคือ ‘วิชาปรับแต่งพฤติกรรม’(Behavior Modification)ซึ่งคุณครูผู้อยู่บนเวทีกำลังสอนหลักในการเปลี่ยนพฤติกรรมคนรอบตัวให้ได้ดังใจหมาย โดยใช้การให้ Feedback ที่รวดเร็ว

แต่ทฤษฎีหรือจะสู้ภาคปฏิบัติ หลังจากสอนไปได้สักพัก หอกของครูก็กลับมาแทงตัวเอง นักศึกษาในห้องสมคบกัน ‘ทดลอง’ สิ่งที่เรียน พวกเขาตกลงกันว่า จะลองควบคุมพฤติกรรมโปรเฟสเซอร์ผู้สอนนั่นแหละลองบังคับให้เขาเดินไปทางซ้ายหรือทางขวาของเวทีหน้าห้องโดยใช้วิธีง่ายๆ

1) เวลาอาจารย์เดินไปทางขวา พวกเขาจะ ‘ทำท่า’ ตั้งอกตั้งใจเรียน เช่น มองที่ผู้สอนตลอดเวลา หยุดคุยเล่น เก็บโทรศัพท์ และเตรียมยกมือตอบคำถาม
2) ในทางกลับกัน เวลาอาจารย์เดินไปทางซ้าย พวกเขาก็จะ ‘ทำท่า’ ไม่สนใจเรียน เช่น ก้มหน้าก้มตากับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เอามือถือออกมาเล่น คุยกันบ้าง มองออกไปนอกห้องบ้าง มีคำถามก็นั่งนิ่ง

ทำแบบนี้ได้สักพัก นักเรียนกลุ่มนี้พบว่าพวกเขาสามารถ ‘ควบคุม’ พฤติกรรมการเดินของโปรเฟสเซอร์ได้เหมือนเล่นรถวิทยุบังคับ เพียงแค่แปรอักษรการ Feedback ให้ตรงกัน อาจารย์ก็จะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาได้ตามสั่ง จนหลายครั้งเกือบจะตกเวที

ไม่มีบันทึกไว้ว่าพวกเขาได้เกรด A ในวิชานี้หรือเปล่า!

ข้อคิดที่การทดลองของเด็กกลุ่มนี้บอกเราก็คือ หากคุณให้ Feedback สมองอย่างรวดเร็ว มันพร้อมจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามที่คุณต้องการ แต่หากคุณช้า หรือคุณ ‘รอลงอาญา’ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น

กลุ่มนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยชิคาโก รัฐอิลลินอยส์พบว่าเขาสามารถฝึกนกพิราบให้หยิบของไปใส่ตะกร้าได้ด้วยการกระตุ้นทันทีเมื่อมันทำผิด แต่ถ้าเขาปล่อยให้เวลาผ่านไปเพียง 10 วินาที การเปลี่ยนพฤติกรรมจะไม่เกิด คล้ายว่าสมองความจำสั้น เมื่อการลงโทษเกิดขึ้นห่างจากเหตุการณ์ดังกล่าว มันไม่ปะติดปะต่อแล้วว่าสองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกัน

ข้อคิดสำหรับผู้นำ
 
Dr. John Medina แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการสมองเล่าถึงโมเดล F.I.R.S.T. ที่เป็นวิธีการ ‘กระตุ้น’ การเปลี่ยนแปลงของสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ลองดูกันสักนิดนะครับ


           Firm ผู้ถูกลงโทษต้องรู้สึกว่ากำลัง ‘ถูกลงโทษ’
 
           Immediate การลงโทษต้องเกิดขึ้นทันทีหลังก่อความผิด
 
           Reliable บทลงโทษต้องชัดเจน สม่ำเสมอ เป็นไปตามกติกา
 
           Safe ผู้ถูกลงโทษต้องรู้สึกปลอดภัย ไม่ถูกคุกคามทางร่างกายและอารมณ์
 
           Tolerant ผู้ลงโทษต้องให้เวลาการปรับพฤติกรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

1. การขาดข้อหนึ่งข้อใดไปอาจทำให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนใกล้ตัวไม่ประสบผลสำเร็จ บางทีเราตกข้อแรกคือ Firm เช่น ลูกน้องหลายคน ‘รอ’ ให้หัวหน้าเปลี่ยนโดยไม่เคยเปิดใจ ‘บอก’ พี่เขาตรงๆว่า สิ่งที่พี่ทำอยู่นั้นไม่โอเค หรือหัวหน้าตกข้อ Reliable คือ ลงโทษโดยไม่มีหลักการที่ชัดเจน บางครั้งลูกน้องทำแบบนี้ไม่เป็นไร บางครั้งทำแบบนี้กลับถูกตำหนิ รวมถึงอาการสุดคลาสสิคคือ 
ให้ลูกน้องเห็นว่าสิ่งที่พี่ด่าพี่เองก็ทำ
2. หากลูกศิษย์ยังเปลี่ยนอาจารย์ได้ แล้วทำไมลูกน้องจะเปลี่ยนหัวหน้าไม่ได้?
ลองทำแบบที่นักเรียนกลุ่มข้างต้นทำดูไหม เวลาหัวหน้าทำอะไรที่ถูกใจ คุณก็ตอบสนองด้วยพฤติกรรมที่เขาชอบ เช่นชมหัวหน้าบ้าง ยิ้มให้บ้าง ชวนไปกินข้าวกลางวันบ้าง เวลาที่เขาทำอะไรไม่ถูกใจ ก็หน้าบึ้งใส่ หรือแกล้งทำเป็นไม่สนใจ ส่วนหัวหน้าบางคนที่รู้สึกว่าลูกน้องไม่เคยชวนไปกินข้าวด้วยเลย ไปเต็นท์ก็ไม่เคยซื้อของมาฝาก 
ลองกลับไปคิดดูว่าพวกเขากำลังให้ฟีดแบ็คเราทางอ้อมหรือเปล่า?

ข้อคิดจากเรื่องนี้ การ ‘รอลงอาญา’ ที่เราเห็นเสมอๆทางหน้าหนังสือพิมพ์หรือการ ‘คาดโทษ’
ในองค์กรอาจไม่ใช่วิธีที่เวิร์คนัก ยิ่งหากผู้กระทำผิดไม่รู้สึกว่ากำลังถูกลงโทษ 
และไม่รับรู้ว่าสังคมมีกติกาที่เคร่งครัดชัดเจนไม่เลือกปฏิบัติ 
การที่สมองของคนทำผิดจะปรับพฤติกรรมตัวเองนั้นแทบไม่มีโอกาสเกิดขึ้น
นี่แหละครับ ผมถึงได้บอกว่า ‘สมองไม่ชอบการรอลงอาญา’!


Leading-out-of-The-Box
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 11 พ.ค.57