Leading Out-of-The-Box: ลูกชิ้นของฉัน

 

 “ฉันค่อยๆกินเส้นหมี่ก่อน... ฉันค่อยๆกินถั่วงอกก่อน... ฉันค่อยๆกิน กินน้ำซุปก่อน แล้วจะเหลือเจ้าลูกกลมๆ”

 

คุณผู้อ่านหลายท่านอาจคุ้นเคยกับเพลงของ น้องพลับจุฑาภัทร เหล่าธรรมทัศน์ ผู้ในวัยตัวกลมแก้มยุ้ยเป็นเจ้าของเพลงท้อปฮิตเช่น ใครๆก็ไม่รักผม คุณครูครับ ฯลฯ

 

จำสมัยเด็กๆตอนเรากินก๋วยเตี๋ยวได้ไหมครับ ก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามมีลูกชิ้นอยู่แค่สี่ห้าลูก ที่เหลือเป็นเส้นกะถั่วงอก (ยี้) ที่เราไม่ชอบกินแต่แม่บังคับ ด้วยความเสียดาย เรามักจะ พยายามกินเจ้าสิ่งที่ไม่อยากกินเหล่านี้ก่อน แล้ว เก็บลูกชิ้นที่เราอยากกินสุดๆเอาไว้ตอนท้าย ไว้ฟินาเล่ตอนปิดชาม

 

ข้อคิดของ Leading-Out-of-the-Box วันนี้คือ เราลองใช้สมองแบบ ลูกชิ้นของฉันกันบ้างไหม? แปลว่าเราลองเอาสิ่งที่สมองเราไม่ค่อยชอบทำขึ้นมาทำก่อนดูบ้างดีไหม?

 

  •    หากเปรียบกับสมอง ส่วนที่ใช้กินลูกชิ้นนั้นคือ สมองส่วนหลัง แหมกินแล้วมันบันเทิง ชื่นใจ กลืนหายๆ ขย้ำแป๊บเดียวหมดแล้วสี่ห้าลูก ในการทำงานคือ สิ่งที่เราทำโดยพฤติกรรม ไม่ต้องคิดเราก็ทำได้ เช่นชงกาแฟ ตอบอีเมล์ กรอกฟอร์ม ลอกตัวเลข ฯลฯ มักได้ประโยชน์ทางอารมณ์ เช่น บ่นลูกน้องแล้วสบายใจ (increased status) ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้า (increased autonomy) นั่งวิเคราะห์เรื่องการเมือง (increased fairness) หรือเล่นไลน์ (increased relatedness) หรือเป็นจุดแข็งของเรา (Strengths)

 

  •    ส่วนการกินถั่วงอกคือสิ่งที่เราต้องใช้สมองส่วนหน้า หรือ Prefrontal Cortex เช่นการคิดวิเคราะห์ การวางแผน การจัดลำดับความสำคัญ การยับยั้งชั่งใจ และ การมีสมาธิ รวมถึงการทำงานที่เราไม่ถนัดและต้องพยายามเป็นพิเศษ สมองส่วนนี้มนุษย์เงินเดือนหลายคนไม่ค่อยอยากใช้ เพราะมันเหนื่อย ให้อ่านอะไรให้คิดอะไรเครียดๆ ตัวเลขตัวหนังสือเยอะแยะ พฤติกรรมที่ออฟฟิศสังเกตง่ายๆยามเราร่อนไปร่อนมาระหว่างโต๊ะเพื่อนไม่เริ่มทำงานซะที เหมือนเราไม่อยากกินถั่วงอกในชาม

 

Dr. Amy Arnsten ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองส่วนหน้าแห่งมหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา บอกว่า Dopamine คือ ฮอร์โมนที่ช่วยสมองส่วนหน้าในการโฟกัส มันทำงานได้ดีในช่วงเช้าที่ความยุ่งเหยิงยังไม่เข้ามามากนัก เมื่อวันผ่านไปและเรื่องอะไรต่อมิอะไรประดังมา ประสิทธิภาพในการสร้างสมาธิจะลดลงเรื่อยๆ เปรียบเหมือนหัวหน้าบางคนที่ตอนเช้าพูดจาอะไรรู้เรื่องดี แต่ตกบ่ายจับต้นชนปลายไม่ได้เหวี่ยงตลอด

 

การทำงานแบบ ลูกชิ้นของฉันคือ ทำสิ่งที่ไม่ชอบทำเสียตั้งแต่เช้า เก็บงานโปรดหรืองานที่ให้ผลทางอารมณ์เอาไว้ทำตอนท้าย กินถั่วงอกเสียก่อนแล้วค่อยกินลูกชิ้นทีหลัง

 

ข้อคิดสำหรับผู้นำ   

 

1.  ทำงานที่เป็นเรื่องของอนาคตก่อน หากเปรียบง่ายๆ สำหรับสมอง เส้นหมี่และถั่วงอก = อนาคต ลูกชิ้น = ปัจจุบัน/อดีต จงระวังว่าสมองเรามักอยากจะทำเรื่องที่เกี่ยวกับปัจจุบันกับอดีตก่อนเหมือนที่เราอยากกินลูกชิ้นแต่แรก เช้ามาพอชงกาแฟมันจะอยากเดินคุยกะคนโน้นนี้ หรือเปิดอีเมล์ดูว่าคูปอง Ensogo วันนี้มีอะไรบ้าง โทรศัพท์เม้าท์เรื่องละครเมื่อคืนกับเพื่อน หรือแม้กระทั่งเริ่มแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากเมื่อวาน เพราะสิ่งที่สมองต้องการคือความชัดเจน และปัจจุบันกับอดีตชัดเจนกว่าอนาคต

 

2.  อย่าเพิ่งรีบทำงานที่เป็น Strength เก็บงานที่ทำแล้วรู้สึกฟิน ทำแล้วกระตือรือร้นไว้ก่อนเหมือนเราเก็บลูกชิ้น สมองเรามักจะอ่อนเปลี้ยเพลียแรงช่วงบ่ายๆเย็นๆ หากเอางานที่เป็นจุดอ่อนมารอทำตอนนั้นจะยิ่งไปกันใหญ่กลายเป็นเตี้ยอุ้มค่อม แต่หากเราได้ทำงานที่เราชอบช่วงที่เราเหนื่อย ฮอร์โมนสมองที่หลั่งเพราะความรู้สึก Engaged และ Status ที่สูงขึ้นยามรู้ว่าเราถนัดเรื่องนี้กว่าใครๆจะช่วยบรรเทาความล้าของสมองได้ เผลอๆยิ่งบ่ายจะยิ่งคึก ออดดังแล้วไม่ยอมกลับบ้านก็ได้

 

3.  พึงตระหนักว่างานทุกงานย่อมมีทั้งที่ชอบทำและไม่ชอบทำ เหมือนก๋วยเตี๋ยวทุกชามย่อมมีทั้งลูกชิ้นและถั่วงอก Marcus Buckingham ผู้เขียนหนังสือ เจาะจุดแข็งกล่าวว่า หากทุกคนมีโอกาสได้ทำงานที่ใช้จุดแข็งของตนสัก 1 ใน 3 ก็หรูแล้ว Google เองยังให้เวลาพนักงานเพียง 20% ในการทำงานอะไรก็ได้ที่ตนเองอยากทำ เพราะงานที่ไม่ถนัดก็มีประโยชน์กับเราเหมือนถั่วงอกที่อยู่ในชาม เพียงคุณรู้เทคนิคในการจัดลำดับงานที่ชอบและไม่ชอบให้ตรง จริตของสมอง เท่านี้งานก็ได้ผล และคนก็เป็นสุข

 

งั้นต่อไปนี้ทุกเช้า เรามาเปิดเพลงน้องพลับกันก่อนเริ่มงานดีไหม?

 

“ฉันค่อยๆวางเป้าหมายก่อน... แล้วฉันค่อยจัดลำดับความสำคัญก่อน... ฉันค่อยๆวาง วางแผนกลยุทธ์ก่อน... แล้วค่อยแก้ปัญหาเมื่อวาน...

 

ปัจจุบันคุณผู้อ่านกินอะไรก่อนครับ? ถั่วงอก หรือ ลูกชิ้น?

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 4 พฤษภาคม 2557