ผู้นำแห่งปัญญา- The Era of Wisdom (1)


ส่งท้ายปี 2013 กรุงเทพธุรกิจ เปิดเวทีสัมมนา “องค์ 100 ปีสู่องค์กรยั่งยืน” มีประสบการณ์อันยาวนานที่น่าสนใจจากองค์กรสุดคลาสสิค อาทิ คุณฮาราลด์ ลิงค์ ประธานบริษัท บี. กริม คุณบุญยง ตันสกุล จาก บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย ทำให้ผมย้อนคิดถึงบทสนทนาระหว่างการโค้ชผู้บริหารครั้งหนึ่ง

 

ผู้บริหารท่านนั้นกล่าวกับผมว่า “อาจารย์เคยคิดไหมครับว่า ที่ผ่านมาโลกเราผ่านยุคแห่งการเกษตร ยุคแห่งเครื่องจักร ยุคแห่งการเงิน ยุคแห่งเทคโนโลยี ยุคแห่งความรู้ มาเป็นลำดับ... แล้วยุคต่อไปจะเป็นยุคแห่งอะไร?”

 

เมื่อเปิดมาอย่างนี้ แน่นอน ผมอมยิ้มแล้วตอบท่านไปว่า “แล้วพี่คิดว่าอย่างไรล่ะครับ”

 

ท่านบอกว่า “ผมคิดว่ามันจะเป็นยุคแห่งสติและปัญญา (The Era of Wisdom)”

 

อืมม์... น่าสนใจ แต่มันแปลว่าอะไรล่ะ?

 

ยุคแห่งสติและปัญญา คือยุคที่ผู้ประสบความสำเร็จคือคนที่สามารถบริหารจัดการตนเองและคนใกล้ตัวให้มีประสิทธิภาพสูงสุดบนพื้นฐานแห่งความยุ่งเหยิง ยุคที่เหตุผลสำคัญน้อยกว่าอารมณ์ ยุคที่การแข่งขันสูงจนแทบไม่มีที่ยืนสำหรับอันดับสอง ยุคที่คนคุมเสียงข้างมากไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้ายเสมอไป ยุคที่โลกตะวันตกมุ่งเข็มมายังโลกตะวันออกเพื่อฝากอนาคต ยุคที่เส้นขั้นระหว่างประเทศเริ่มจางจนมองไม่เห็น ยุคที่การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติเหมือนการกินข้าว

 

เราลองมาคิดกันว่าองค์กรที่อยากก้าวต่อไปให้ถึง 100 ปีอาจต้องรับมือกับอะไรบ้าง และอาจพัฒนาผู้นำอย่างไรหากยุคแห่งสติและปัญญามาถึงจริงๆ

 

ในมุมของสมองกับภาวะผู้นำ (Brain-Based Leadership) ความท้าทายหลักของการสร้างผู้นำแห่งสติและปัญญาแบ่งคร่าวๆได้เป็น 4 เรื่อง (Distraction / Diversity / Dynamic / Dedication) องค์กรที่ต้องการเตรียมพร้อมอาจเริ่มพิจารณาดูว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้คนของตนรับมือกับโจทย์เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

 

1) Distraction (สิ่งรบกวน)

 

สมองไม่สามารถ Multi-task ได้ และมันใช้เวลาถึง 25 นาทีกว่าจะมีสมาธิอย่างเต็มที่กับงานชิ้นหนึ่งชิ้นใดตรงหน้า แต่...

 

  • ในปี 2010 มากกว่า 20% ของการพูดคุยในแต่ละวันของเราเกิดขึ้นกับคนที่อยู่ไกลตัวผ่านเครื่องมือสื่อสารแบบ real-time
  • ในปี 2011 โดยเฉลี่ยบุคลากรในองค์กรได้รับอีเมล์ไม่ต่ำกว่า 100 ครั้ง เมล์ส่วนมากจะได้รับการอ่านภายใน 15 นาทีหลังส่ง และเป็นการอ่านขณะอยู่นอกที่ทำงาน
  • ในปัจจุบันคนทำงานเปลี่ยนเรื่องทำเฉลี่ยทุกๆ 11 นาที (หากเป็น Gen Y ยิ่งบ่อยกว่านี้)
  • ณ เวลานี้หาก Facebook เป็นศาสนา มันจะใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก

 

อีก 50 ปีข้างหน้ามนุษย์เงินเดือนอาจมีอาการเดียวกับเด็กสมาธิสั้น การเปลี่ยนโฟกัสไปมามีต้นทุนทางสมอง เปลี่ยนเยอะเปลี่ยนบ่อยสมองยิ่งเหนื่อย ความสามารถในการตัดสินใจลดลง ความอดทนต่ำและสูญเสียความสามารถในการจัดการอารมณ์ องค์กรควรมีวิธีช่วยผู้นำของตนให้รู้จักฝึกการบริหารจัดการศักยภาพของสมองตนเองเพื่อประโยชน์สูงสุด

 

2) Diversity (ความหลากหลาย)

 

สมองให้ความสำคัญกับ Relatedness เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราทำงานได้ดีกับมิตร เราไม่ชอบศัตรู แต่...

 

  • กว่า 50% ของทีมในบริษัทข้ามชาติประกอบด้วยคนจากหลายชาติ ต่างภาษา ต่างอายุ และต่างวัฒนธรรม
  • แต่ละชาติอาจมีวัฒนธรรมและธรรมเนียมปฏิบัติที่ต่างกันไป การประพฤติในสังคมของประเทศหนึ่งอาจขัดแย้งกับวิธีการของอีกประเทศหนึ่ง
  • พนักงานบริษัทชาวอินโดนีเซียคนหนึ่งกล่าวว่า “ระหว่างการประชุม ผู้จัดการซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส เที่ยวไล่ถามคนรอบๆโต๊ะทุกคนว่า ‘คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?’ ‘แล้วคุณล่ะ?’ ‘แล้วคุณล่ะ?’ เขาไม่ยอมลดราวาศอกเลย มันช่างน่าเกลียดจริงๆ”
  • สำหรับคนไทย ‘บ้านพี่เมืองน้อง’ เป็นประโยคปกติ แต่พูดอย่างนี้ที่ประเทศลาวเขาอาจเคืองได้
  • การทำงานระหว่าง Gen X? Gen Y? Gen Z?

 

ความสร้างสรรค์เกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่หลากหลายและแตกต่าง แต่สำหรับสมองความแตกต่างไม่ได้เป็นเรื่องดีเสมอไป (ดูการเมืองประเทศไทยเป็นตัวอย่างได้) สมองวางคนที่ยังไม่รู้จักคุ้นเคยและคนที่มีพฤติกรรมผิดแผกจากเราไว้ในหมวด ‘ศัตรู’ ไม่ใช่มิตร องค์กรควรมีวิธีช่วยเปลี่ยนศัตรูเป็น ‘มิตร’ ให้พนักงานมองเห็นโอกาสในความแตกต่าง มูลค่าเพิ่มจากความหลากหลายจึงจะเกิด

 

หน้ากระดาษหมดแล้ว ปีหน้ามาต่ออีก 2 D: Dynamic and Dedication นะครับ

 

สวัสดีปีใหม่ 2014 ครับคุณผู้อ่าน!





ที่มา : คอลัมน์ Leading-out-of-the-box  
นสพ. กรุงเทพธุรกิจ 
ฉบับวันที่  29 ธค  2556