ผู้นำแห่งปัญญา – The Era of Wisdom (2)


ต่ออีกหนึ่งตอนเรื่องผู้นำแห่งปัญญานะครับ เราคุยกันค้างไว้ถึงการสร้างองค์กรให้ยั่งยืนแบบ Brain-Based ด้วยโจทย์ 4D (Distraction / Diversity / Dynamic / Dedication) ซึ่งตัวแรกหมายถึงชีวิตคนองค์กรที่เต็มไปด้วยสิ่งรบกวนสมอง และตัวที่สองหมายถึงอนาคตการทำงานที่ความแตกต่างเป็นเรื่องปกติของผู้นำ
 

 3) Dynamic (การเปลี่ยนแปลง)


KPI ของสมองคือการเอาตัวให้รอด ถ้าเลือกได้สมองไม่อยากเปลี่ยนและอยากยึดอดีตเป็นแม่แบบ แต่องค์กรต้องการให้พนักงานคิดถึงอนาคต ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่วุ่นวายสมองต้องการที่ยึดเหนี่ยวจิดใจ แต่...    
  • “อะไรๆก็ไม่แน่นอน” How many top companies still exist today from 50 years ago? คำตอบจาก Forbes คือ 13% และค่าเฉลี่ยของอายุองค์กรใน S&P500 ลดจาก 75 ปีเมื่อกึ่งศตวรรษที่แล้วเหลือเพียง 15 ปีในปัจจุบัน
  • ยุคที่เทคโนโลยีแบบ Copy and Development (C&D) ครองเมือง ซัมซุงแซงโนเกีย บีวายดีแซงบีเอ็ม โซนี่กำลังย่ำแย่ สมองถามว่าแล้วอยู่ตรงไหนจึงจะปลอดภัย?
  • พนักงานในองค์กรจะ ‘เก่ง’ ขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็จะมีความสับสนในชีวิตมากขึ้นด้วย
  • มนุษย์เงินเดือนส่วนมากพอฮึมฮัมได้ว่าวิสัยทัศน์ขององค์กรคืออะไร หากน้อยคนจะระบุได้ว่าวิสัยทัศน์ของตัวเองคืออะไร พนักงานหลายคนจึงใช้เป้า ‘เป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง’ ไปพลางๆ

คนไทยยินดีตาม ‘ผู้นำ’ ที่พวกเขาเชื่อ ปัจจัยอันดับต้นๆที่พนักงานไทยให้ความสำคัญ ในการสร้างศรัทธา และภักดีต่อองค์กรคือ ‘ผู้นำองค์กรที่มีวิสัยทัศน์’องค์กรต้องสร้างบารมี ให้กับผู้นำรุ่นใหม่ๆที่อาจมีอายุงานและ ประสบการณ์น้อยกว่าผู้นำยุคก่อนรวมถึงต้องดูแล เป้าหมายชีวิตให้กับพนักงานและ เตรียมความพร้อมให้พวกเขาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ท่ามกลางโลกที่นับวันจะมีความไม่แน่นอนมากขึ้นเรื่อยๆ

4) Dedication (ความภักดีทุ่มเท)


มนุษย์เป็นสัตว์แห่งอารมณ์ สมองส่วนที่เป็นเหตุผลมีน้อย สมองส่วนที่มีอิทธิพลกับเราและคนรอบข้างมากกว่าคือสมองส่วนอารมณ์... 
  • ในปี 2010 พนักงานเพียง 3 ใน 10 คนรู้สึกผูกพันกับองค์กรที่ตนทำงานอยู่
  • ในปัจจุบันองค์กรหลายแห่งในประเทศไทยมีปัญหากับการรักษาคน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ หลายคนต้องการเปลี่ยนงานภายในไม่เกิน 3 ปี
  • จาก HR Manager ท่านหนึ่ง “สมัยก่อน เวลาบอกว่าทำงานที่นี่มา 10 ปีแล้ว คนจะรู้สึกว่าต้องเก่งและต้องมีฝีมือจึงอยู่ได้นานขนาดนี้ สมัยนี้ บอกว่าทำงานมา 10 ปีแล้วเด็กรุ่นใหม่จะบอกว่า ‘ไม่มีที่ไปหรือไง?’”
  • เหตุผลด้านเงินเป็นตัวสร้างแรงจูงใจที่สิ้นเปลืองและไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ สมองปรับตัวเร็ว ได้เงินเพิ่มแป๊บเดียวสมองก็ลืมและเริ่มคาดหวังใหม่ ปีนี้ได้โบนัส 3 เดือนรู้สึกยินดีไปสองสัปดาห์ ปีหน้าได้โบนัสเท่าเดิมรู้สึกผิดหวัง เพื่อนได้มากกว่าถามทันทีว่า “แกทำอยู่ที่ไหน?”
ผู้นำแห่งปัญญาคือผู้นำที่สามารถบริหารจัดการสมองของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ หมายถึงไม่เพียงแต่สามารถใช้เหตุและผลในการตัดสินใจแล้ว ผู้นำยังควรได้ฝึกการใช้สมองแห่งอารมณ์ในการโน้มน้าวและสร้างพลังจากทีมงานอีกด้วย

50 ปีที่ผ่านมา ‘เหตุผล’ เป็นสิ่งที่ผู้นำถูกฝึกฝนให้ใช้ แต่ในอีก 50 ปีข้างหน้า ‘อารมณ์’ อาจกลายเป็นตัวแปรที่ชี้วัดระหว่างผู้นำที่พาองค์กรไปสู่ความสำเร็จหรือล้มเหลว ลองคิดถึง Bill Gates กับ Steve Jobs สิครับ คนแรกใช้เหตุผลในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่คน ‘ต้อง’ ใช้ แต่คนหลังใช้อารมณ์ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่คน ‘อยาก’ และ ‘แย่ง’ กันใช้ แบบไหนจะเวิร์คกว่าสำหรับอีก 50 ปีข้างหน้า?

นี่ล่ะครับข้อคิด 4 ประการสำหรับยุคแห่งสติและปัญญา The Era of Wisdom

เล่าด้วยข้อมูลและสถิติแบบฝรั่งไปแล้ว ขอสรุปแบบไทยๆนะครับ ผู้นำแห่งปัญญามี 4 ‘ต้อง’ ดังต่อไปนี้

 
ต้อง...รับมือกับโลกที่ยุ่งเหยิงและวุ่นวาย
ต้อง...ประสานความหลากหลายให้สร้างสรรค์
ต้อง...อย่าหลงกับอดีตหยุดยึดติดกับปัจจุบัน
ต้อง...เป็นผู้นำได้ด้วยเหตุผลพร้อมอารมณ์

 
พบกันที่งาน ‘องค์กร 100 ปีสู่องค์กรยั่งยืน’ ครั้งหน้านะครับ!



 
ที่มา : คอลัมน์ Leading-out-of-the-box 
นสพ. กรุงเทพธุรกิจ 
ฉบับวันที่  5 ม.ค  2557