ทฤษฎี ‘ไม้กระดก’


“โครม... แง้” เสียงที่ห้าหกปีมานี้ผมเริ่มคุ้นเคยดีดังมาจากห้องข้างๆ

 

ผมมีลูกสองคน คนโตลูกสาวน้องพินเคยกล่าวถึงไปบ้างแล้วในหลายตอนของ Leading-Out-of-the-Box วันนี้ขอเล่าถึงลูกชายสักนิด

 

น้องธีร์อายุห้าขวบ ไปโรงเรียนใช้ชื่อสั้นๆว่าธีร์ แต่ในบ้านพ่อแม่มีชื่อเรียกต่างหากว่าเด็กชาย “พอที” ชื่อแรกตั้งตามพ่อ ชื่อหลังตั้งตามพฤติกรรม

 

“เกิดอะไรขึ้น!!? ตกลงมาอีกแล้วใช่มั้ย? ไหนดูซิ หัวแตกหรือเปล่า?!!” ประโยคของแม่นายธีร์ที่ผมก็เริ่มคุ้นเคยเช่นกันลอยตามมา “บอกแล้วใช่มั้ยอย่าปีน อย่าปีน...!

 

ตอนแรกก็ไม่ได้ร้องเยอะ พอถูกซักมากเข้าคราวนี้เด็กน้อยจัดเต็ม “แง้ๆๆๆๆๆ....” แล้วสมองส่วนเอาตัวรอดก็เข้าครอบงำ “น้องธีร์...ปวดฉี่... ฮือๆ”

 

“พ่อ... จัดการซิ” เมื่อ CEO delegates ผู้นำ(นอกบ้าน)ที่ดีอย่างผมก็บรรจงลุกขึ้นไปรับโปรเจ็ค

 

คุณผู้อ่านที่ให้เกียรติติดตามเรื่องสมองของเรามาคงพอจำได้ว่า สมองมนุษย์แบ่งคร่าวๆเป็นสองส่วน ส่วนหน้าคือเหตุผล ส่วนหลังคืออารมณ์ หนึ่งในการค้นพบของ Brain-Based Leadership คือสมองมนุษย์ทำงานได้ทีละด้าน ยามที่เรามีอารมณ์เราจะไม่มีเหตุผล และเวลาที่เรามีเหตุผลเราจะไม่มีอารมณ์ ด้านหนึ่งขึ้นอีกด้านจะลง นี่คือ ทฤษฎีไม้กระดก หรือ Seesaw Principle

 

สาเหตุเพราะว่าสมองส่วนหน้าหลังนี้เหมือนทางสองแพร่ง ยามที่สัญญาณภายนอกเช่น เสียงแม่เข้ามาทางหู สมองต้องตัดสินใจว่าจะเลือกเดินทางไหนดี หากไปทางเหตุผลพลังงานที่มีจะโฟกัสไปทางนั้น หากเลือกอารมณ์ Prefrontal แห่งเหตุผลก็จะไม่ทำงาน เรา Multitask ไม่ได้ นั่นคือตำราว่าไว้

 

แต่สิบปากว่าย่อมไม่เท่าตาเห็น ผมเหลียวซ้ายแลขวาขณะจูงเจ้าธีร์ไปห้องน้ำ “ลองดูสักนิดแล้วกัน”

 

“ธีร์ครับ... ธีร์อยากยืนฉี่หรืออยากนั่งฉี่?” เด็กชายห้าขวบที่กำลังสะอึกสะอื้นมองพ่อเหมือนเป็นตัวประหลาด

 

“อยากยืนหรือนั่ง?” ผมถามซ้ำ ความหมายคือจะใช้ชักโครกหรือโถปัสสาวะ

 

หากสายตาผมเป็นเครื่อง fMRI ที่นักวิจัยใช้วัดการทำงานของสมอง ผมจะเห็นการเปลี่ยนเส้นทางของพลังงานในหัวเล็กๆของธีร์ จากที่คร่ำครวญด้วยอารมณ์เรื่องที่ตกมาจากเก้าอี้(และถูกแม่ดุ) ย้ายมาสู่การคำนวณผลดีผลเสียของตัวเลือกสองตัวที่พ่อให้ไป Pros ของการยืนคืออะไร? Cons ของการนั่งล่ะ? What about Opportunities and Threats? ติ๊กต่อกๆ

 

“น้องธีร์อยากยืน” เป็นคำตอบสุดท้าย และเสียงร้องเงียบหายไปพร้อมคำตอบ

 

ผมเคยคิดว่าการที่เด็กหยุดร้องไห้หลังจากเราเปลี่ยนเรื่องคุยเป็นเพราะเค้า ลืมแต่จริงแล้วไม่ใช่ เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะลืมเพราะเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นชั่วไม่กี่นาที ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าเป็นเพราะคำถามของผมได้ทำการ กระดกสมองของเขา จากอารมณ์สู่เหตุผล และนี่คือการใช้ ทฤษฏีไม้กระดก ในชีวิตจริง

 

ข้อคิดสำหรับผู้นำ

 

  1. กรุณารับรู้ว่าธรรมชาติสมองไปได้ทีละด้านเหมือนไม้กระดก เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานอย่าไปชี้แจงด้วยเหตุผล หัวหน้ากำลังโกรธอย่าบอกว่า “พี่ใจเย็นๆ” วิธีกระดกไม้มาทางสมองส่วนสติและเหตุผลอาจใช้การโยนตัวเลือกให้คิด ให้วิเคราะห์ตัวเลข หรือทำแผนกลยุทธ์ก็ได้ เพราะสมองส่วนหน้าใช้ในการวางแผน พิจารณาทางเลือก และคิดเรื่องอนาคต ส่วนเวลาลูกน้องเฉื่อยสามารถจัดหนักด้วยหมัดอารมณ์ ยามประชุมหากข้อมูลเยอะตัวเลขเริ่มหนักอึ้ง วิธีโยกมาทางสมองส่วนหลังคือ อาจเบรคด้วยเรื่องเล่าสักนิด มีมุขตลกกระตุ้นเสียงหัวเราะสักหน่อย หรือลงไม้เรียวบ้างให้อารมณ์กระฉับกระเฉง
  2. สมองส่วนหน้าขึ้นยากลงง่าย แต่สมองส่วนหลังขึ้นง่ายลงยาก กว่าจะมีสมาธิกับอะไร Prefrontal ใช้เวลาถึง 30 นาทีแต่ LINE เข้าเปรี้ยงเดียวสติกระเจิง ดังนั้นหากงานที่ทำต้องการความสงบ กรุณาหาสถานที่ที่เอื้อต่อไม้กระดกของคุณ ในทางกลับกัน กรุณาอ่านอารมณ์คนใกล้ตัวให้ดี ระมัดระวังอย่าให้มันพุ่งปรี๊ด และหากคิดว่ากู่ไม่กลับแล้วอย่าดึงดันต่อไป อย่ากลัวที่จะจบบทสนทนาว่า “เอางี้... เดี๋ยวเราแยกย้ายกันกลับไปคิด แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาให้คำตอบ”

สุดท้ายเป็นท่าไม้ตายจากน้องธีร์ ถ้าหัวหน้าเหวี่ยงมาเยอะ หรือคนต่างแผนกวีนแตกใส่ ถามเขาไปเลยว่า

 

“ตกลงพี่จะยืนฉี่หรือนั่งฉี่คะ?”




ที่มา : นสพ.กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ Leading out-of-The-Box 
ฉบับวันที่  9 ก.พ. 2557