ดีโดยปริยาย

 

'แหม...น้ำเย็นจังนะวันนี้' เขาคิดขณะหย่อนตัวลงในสระว่ายน้ำกว้าง สุดสัปดาห์อย่างนี้สโมสรสาธารณะเต็มไปด้วยผู้คนทั้งเด็กผู้ใหญ่

 

'ปวดฉี่อ่ะ' ความรู้สึกใหม่เกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน 'ขี้เกีียจขึ้นอ่ะ หนาวก็หนาว ห้องน้ำก็ไกล คนก็เยอะ' ทำไงดีหว่า?

 

'ค่อยๆปล่อยคงได้มั้ง ไม่มีใครสังเกตหรอก น้ำนี่ก็ใส่คลอรีน ไม่น่าเป็นไร' เขาแอบนึก ด้วยความรู้สึกชั่ววูบสมองสัญชาตญานส่วนหลังวิ่งปราดก่อนสมองหิริโอตัปปะส่วนหน้า

 

ทันใดนั้นเขาต้องตกใจแทบสิ้นสติ สีม่วงเข้มกระจายออกมาจากกางเกงว่ายน้ำ น้ำรอบตัวเปลี่ยนสีในพริบตา สายตาทุกคู่รอบข้างที่จับจ้องมาที่เขา เด็กเล็กร้องวี้ดว้ายก่อนรีบว่ายน้ำหนีจ้าละหวั่นเด็กชายวัยคะนองคนหนึ่งตะโกนลั่นสระ

 

"คนฉี่โว้ย... หน้าไม่อาย โตแล้วแอบฉี่ในสระว่ายน้ำ!"

 

นี่คือปรากฏการณ์ 'ดีโดยปริยาย'        

 

โดยธรรมชาติสมองอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ฉะนั้นหากทิ้งไว้ตามครรลองคนมีแนวโน้มจะเลวโดยปริยาย ต่อให้ความเลวไม่ได้เกิดจากตนเองแต่ Basal Ganglia ก็จะรับรู้จากสิ่งแวดล้อมอยู่ดี ดังนั้นหากอยากให้คนของคุณเป็นคนดี องค์กรกรุณาสร้างกฎกติกามารยาท วินัยและวัฒนธรรมที่ต้องการให้เกิด ต้องดูแลพฤติกรรมที่ดีอย่างสม่ำเสมอ เช่นสระว่ายน้ำที่ใส่สารเคมีเพื่อเปลี่ยนสีปัสสาวะให้กลายเป็นสีม่วงเข้ม เป็นต้น

 

เพราะคนโตๆกันแล้วหน้าตาดีๆนี่แหละ 1 ใน 5 คนฉี่ในสระ (นับเฉพาะคนที่ยอมรับ) และ 70% ไม่อาบน้ำก่อนลงว่ายน้ำ (MAHC, 2012)

 

กุญแจสำคัญที่การศึกษาด้านภาวะผู้นำทั่วโลกกำลังให้ความสนใจคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Keystone Habit หมายถึงพฤติกรรมเล็กๆเพียง 1 อย่างที่ทำให้มนุษย์สามารถสร้างลูกโซ่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กับตนเองได้ เช่น คนที่ไม่เคยดูแลสุขภาพ หากเริ่มเล่นเวตได้จนเป็นนิสัย จะสามารถลุกขึ้นมาวิ่งแต่เช้าตรู่ได้ทุกวัน กินอาหารที่มีประโยชน์ได้โดยไม่เติม ตั้งอกตั้งใจทำงานเพื่อบริหารเวลาให้ดีขึ้นจะได้กลับบ้านเร็ว งานได้ประสิทธิผลและคนมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

 

ข้อคิดสำหรับผู้นำ ใครไม่นิยมไม่ว่าแต่ 'ข้านิยม'

 

  • ประณามพฤติกรรม 'ทำเลว' ให้เห็นชัด เหมือนการใส่สารเปลี่ยนสีฉี่ลงในสระ องค์กรหนึ่งใช้วัฒนธรรมปิดประตูหลังเวลาเริ่มประชุม ใครมาทีหลังต้องเคาะให้มีคนเปิดจึงจะเข้าได้ ไม่นานการมาสายหายเป็นปลิดทิ้ง อีกองค์กรเก็บเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดลงกล่องดำปิดผนึกก่อนเริ่มประชุม เปิดให้หยิบได้เฉพาะช่วงเบรค ผู้จัดการบอกใหม่ๆก็งง แต่อยู่ไปกลับชอบเพราะทำให้การพูดคุยมีประสิทธิภาพยิ่ง เริ่มตรงเวลา เลิกตรงเวลา งานได้ผล คนเป็นสุข

 

  • หยุดลงโทษคน 'ทำดี' เช่นหากพูดถึงเรื่องใกล้ตัวเช่นการประชุม องค์กรมากมายมีวัฒนธรรม 'รอคนส่วนใหญ่' แปลว่าประชุมจะเริ่มต่อเมื่อคนที่มาสายส่วนใหญ่มาถึง ไม่ยักคิดว่าคนทำดีที่มาตรงเวลาจะรู้สึกอย่างไร "งั้นต่อไป_ูมาสายมั่งดีกว่า จะมานั่งรอทำไม" บางองค์กรยิ่งหนักใช้วัฒนธรรม 'รอนาย' คล้ายว่าตำแหน่งยิ่งสูง 'ยิ่งเลว' ได้ ดีจัง หนึ่งในรีเควสท้อปฮิตของสมาชิกในองค์กรคือ “อยากให้ผู้บริหารทำตัวให้เป็นตัวอย่าง”

 

  • สนับสนุนให้แต่ละคนมีการตั้ง Keystone Habit ของตนเอง สนใจเรื่อง ‘พฤติกรรม’ ของคนในองค์กรของคุณ แม้เป็นเรื่องเล็กๆ เช่น การเคารพกติกา การเสียสละเพื่อส่วนรวม หรือกระทั่งการประหยัดเงิน เช่น ระหว่างการโค้ชครั้งล่าสุดของผม ผู้จัดการคนหนึ่งตั้งเป้าหมายว่า “ปีใหม่นี้อยากมาทำงานโดยไม่ต้องขึ้นทางด่วน” เพราะเสียดายเงิน เป็นเป้าหมายที่ดูเผินๆไม่มีอะไรในเชิงการงาน แต่หากพิจารณาให้ลึกจะพบว่ามีผลอย่างมากต่อชีวิบุคคลากรท่านนี้ เช่น 
     
  1. เมื่อไม่ต้องขึ้นทางด่วน ก็ต้องตื่นเช้าขึ้น รถติดน้อยลง ประหยัดได้ทั้งค่าน้ำมันและค่าทางด่วน
  2. ตื่นเช้าขึ้นก็ต้องนอนให้เร็ว จากที่เล่นไลน์ถึงเที่ยงคืน ก็ต้องปิดเครื่องเข้านอนสามทุ่ม
  3. เมื่อนอนสามทุ่ม ก็ไม่มีเวลาให้หิวต้องหาอะไรกินมื้อดึก
  4. ไปถึงที่ทำงานเร็ว ก็มีเวลาวางแผนงาน
  5. พอมีแผนและมีเป้าหมายชัดเจน ก็ยิ่งฮึกเหิมอยากทำต่อไปเร็วๆ
  6. กลางวันรีบกินข้าวไม่โอ้เอ้เดี๋ยวกลับบ้านค่ำจะเข้านอนไม่ทันเวลา
  7. ทำไปสักพักงานดีชีวิตดี ก็มีความฝันใหม่ๆให้มุ่งฝ่าฟันต่อไป ฯลฯ

 

นี่ยังไม่นับสิ่งรอบตัวที่จะเกิดการ ‘ดีโดยปริยาย’ ตามมาด้วยนะครับ เช่น เมื่อพ่อออกไปทำงานเช้าขึ้น ลูกก็ต้องตื่นเช้าตามไปด้วย มีเวลาถึงโรงเรียนก่อนคนอื่น กลับบ้านต้องรีบทำการบ้านจะได้เข้านอนเร็วขึ้น หรือ องค์กรก็ได้ผลประโยชน์จากงานที่ทำตามแผนมากขึ้น ผู้บริหารมีระเบียบมากขึ้น win-win-win อีกมากมาย

 

ปี 2014 นี้ คุณผู้อ่านจะเริ่ม ‘ดีโดยปริยาย’ ด้วย Keystone Habit ใดครับ?


 

ที่มา : คอลัมน์ Leading-out-of-the-box 
นสพ. กรุงเทพธุรกิจ 
ฉบับวันที่  12 ม.ค  2557