วันก่อน ผู้บริหารท่านหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า “พี่บอกกับคนในทีมเสมอ ถ้าพี่ไม่ด่าก็ให้ถือว่าพี่ชมแล้วกัน” แอบคิดในใจว่าพี่คิดได้บอกได้ แต่ลูกน้องพี่ทำให้สมองตัวเองเชื่อตามนั้นได้จริงหรือ? ประโยคที่สมองพวกเขาน่าจะได้ยินมากกว่าคือ “ถ้าพี่ไม่ชมผมจะคิดว่าพี่กำลังด่า”

Dr. Evian Gordon ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองแห่ง Brain Resource Center บอกว่า สมองวิวัฒนาการมาให้สนใจกับคำด่ามากกว่าคำชมถึง 5 เท่า แปลว่าใครตำหนิเราหนึ่งครั้ง เขาต้องชมเราห้าครั้งจึงจะกลับไปรู้สึกกับเขาอย่างเดิม หากชมครั้งด่าครั้งสมองจะจำได้เฉพาะตรงที่ด่า ดังนั้นสำหรับผู้นำการชมควรบ่อยกว่าการด่า (หัวหน้าใกล้ตัวคุณผู้อ่านเป็นอย่างไรบ้างครับ?)

ชมน่ะดีแน่ แต่สิ่งที่ผมจะชวนคิดในวันนี้คือ ‘ชมอย่างไร’ ก็มีผลอย่างมากต่อสมอง มากจนไม่น่าเชื่อ!

Dr. Carol Dweck แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้นำหลักการคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) และการคิดแบบติดกรอบ (Fixed Mindset) ที่คุณผู้อ่านหลายท่านอาจคุ้นเคยดี เล่าถึงงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ผมพบว่าน่าตื่นเต้นและน่าตื่นตระหนกไปพร้อมกัน โดยเฉพาะสำหรับคนที่เป็นพ่อเป็นแม่

40% ของเด็กที่ถูกชมแบบผิดๆ โกหกว่าตนเองได้คะแนนสอบสูงกว่าที่ทำได้จริง!

ผมไม่รู้จะใส่เครื่องหมายตกใจตรงไหนดี ‘เกือบครึ่งหนึ่งของผู้นำในอนาคตโกหก’ หรือ ‘การชมแบบผิดๆทำให้พวกเขาเป็นอย่างนั้น’? งั้นเราโฟกัสที่ Cause ละกัน ชมแบบไหนที่ว่าผิด แล้วชมแบบไหนจึงจะถูก

นักวิจัยแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็นสองกลุ่ม สิ่งที่แตกต่างระหว่างกลุ่มคือ ‘วิธี’ ในการชม กลุ่มแรกเมื่อนักเรียนทำแบบฝึกหัดเสร็จในแต่ละครั้ง พวกเขาจะได้รับคำชมว่า “เธอเก่งมากจ้ะ” ส่วนกลุ่มที่สองเมื่อทำเสร็จจะบอกว่า “เธอมีความพยายามดีมากจ้ะ”

ไม่น่าเชื่อว่าเพียงเท่านี้ Dr. Dweck บอกว่าทำให้ผลงานต่อๆมาของเด็กสองกลุ่มนี้แตกต่างกัน กลุ่มที่ถูกชมว่าเก่ง เมื่อเจอปัญหาที่ยากขึ้น ต้องคิดเยอะและไม่แน่ใจในคำตอบ เจ้าตัวจะเกิดอาการท้อแท้ ท้อถอย และพาลไม่ทำเสียดื้อๆ เวลาคะแนนผลทดสอบออกมา คลื่นสมองที่วัดได้โชว์ว่าพวกเขาสนใจแค่ได้คะแนนเท่าไหร่ แต่ไม่สนใจว่าคำตอบที่ถูกคืออะไร หรือสาเหตุที่ทำผิดนั้นผิดเพราะเหตุใด เธอเรียกกลุ่มนี้ว่า Fixed Mindset

ส่วนกลุ่มที่สองคือกลุ่มที่ได้รับคำชมในความวิริยะหรือกลยุทธ์ที่เจ้าตัวใช้ในการหาคำตอบ Dr. Dweck เรียกกลุ่มนี้ว่า Growth Mindset พฤติกรรมที่พบคือเมื่อเด็กกลุ่มนี้เจอโจทย์ที่ยากขึ้นจะมองเป็นความท้าทาย โฟกัสของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่ผลคะแนน แต่เป็นความพยายามตีโจทย์ให้แตก และความสนุกที่ได้ลองวิธีคิดต่างๆเพื่อหาทางใหม่ๆในการบรรลุคำตอบ สมองของเด็กกลุ่มนี้กระตือรือร้นกับเฉลยการหาคำตอบของคำถาม

แต่ผลที่เป็นที่ฮือฮาจริงๆของการทดลองนี้คือ เมื่อเด็กกลุ่มแรกที่ได้รับคำชมว่า ‘เก่ง’ ถูกบอกให้เขียนโน้ตสั้นๆเพื่อแนะนำเด็กคนอื่นๆในอนาคตเกี่ยวกับวิธีทำข้อสอบเหล่านี้ และให้ระบุคะแนนของตนเองไว้ด้วยโดยไม่ต้องเขียนชื่อ 40% ของเด็กกลุ่มนี้โกหกว่าตนเองได้คะแนนสอบสูงกว่าที่ทำได้จริง! สมองพวกเขา ‘กลัว’ ที่จะยอมรับว่าตนเองได้คะแนนน้อย

หนึ่งในความแตกต่างระหว่าง Growth กับ Fixed Mindset คั่นด้วยเส้นบางๆของ ‘วิธีชม’

ข้อคิดสำหรับผู้นำ

การชมความเก่งของบุคคล ทำให้สมองเข้าใจว่าความสามารถติดมากับตัว เราทำได้เพราะว่าเราเก่ง (และคนอื่นเก่งไม่เท่าเรา) อย่าลืมว่าสมองเป็นสัตว์สังคม มันอ่อนไหวมากต่อคนรอบข้าง การถูกชมว่าเก่งแปลว่าความดีอยู่ที่ความสามารถในการตอบโจทย์ให้ถูกต้อง เมื่อมันเจอสิ่งที่ยากขึ้น และสมองไม่แน่ใจว่าจะพิสูจน์ความเก่งโดยการตอบให้ถูกได้หรือเปล่า มันจะเลือกทางที่ปลอดภัยกว่าคือหยุดพยายาม ถ้าเราไม่ลอง เราก็ไม่ผิด หรือถ้ามีโอกาส มันก็จะพยายามหลอกตัวเองว่ามันถูกแล้ว ดังตัวเลข 40% ที่กล่าวมา

ในมุมกลับกัน การชมความพยายามหรือวิธีการในการหาคำตอบ เป็นการบอกสมองว่าสิ่งที่สำคัญไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง แต่คือความมุมานะและความคิดที่สร้างสรรค์ต่างหาก ความ ‘สนุก’ อยู่ที่เส้นทางไม่ใช่จุดหมาย การชมแบบนี้ทำให้เกิด Growth Mindset ที่ไม่กลัวความผิดพลาด ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค กล้าเสี่ยง และที่สำคัญทำให้เกิดความ ‘รัก’ ที่จะเรียนและเติบโต สำหรับคนเป็นพ่อ นี่คือสิ่งที่ผมอยากเห็นในสมองลูก

แต่ปัญหาคือ การเอา “พินมีความพยายามดีมากจ้ะ” ไปแทนที่ “พินเก่งมากจ้ะ” ให้ติดปากนั้น ฟังดูง่ายแต่ทำยากชะมัดเลยครับคุณผู้อ่าน!

คอลัมน์ Leading-out-of-the-box
นสพ. กรุงเทพธุรกิจ 
ฉบับวันที่  17 พย 2556