คุ้มมั้ย?




วันก่อนมีผู้เรียนมาปรึกษาผมว่า “ทำอย่างไรดีกับคนที่มีพฤติกรรมเชิงลบกับเพื่อนร่วมงาน?”


“พฤติกรรมอย่างไรครับ?” ผมถาม


“ก็... ไม่ฟังคนอื่น ยกตนข่มท่าน ออกความเห็นขวางโลก ติเพื่อทำลาย พูดแรง หักหน้าผู้อื่นในที่สาธารณะ ปล่อยมุกไม่รู้กาละเทศะ ขายลูกน้อง นินทาหัวหน้า ด่าองค์กร...”


“พอๆๆๆครับ ผมเห็นภาพแล้ว” ผมรีบเบรคเมื่อเห็นว่าคงไม่หยุดง่ายๆ


หัวหน้าท่านนี้หยุดถอนหายใจก่อนถามผมอีกครั้ง “นั่นแหละครับอาจารย์ แล้วผมควรทำอย่างไร?...” ก่อนผมจะทันได้ตอบ แกก็ติดเครื่องต่อไป “...ผมลองหลายวิธีมากแล้ว เรียกมาคุยก็แล้ว ตักเตือนก็แล้ว ให้รุ่นพี่ที่ทำงานโค้ชก็ลองแล้ว ตั้งรางวัล ตั้งบทลงโทษ นั่งประกบระหว่างประชุม ส่งไปเทรน ไม่ได้ผลสักทาง จนตอนนี้ต้องเปลี่ยนมาดูแลพวกที่ได้รับผลกระทบแทน เชิญอาจารย์มาสอนวิธีรับมือกับความขัดแย้ง ให้ฝึกนั่งสมาธิ... แต่ก็ยังไม่รู้สึกว่ามันเวิร์คเท่าไหร่”


“คุ้มไหมครับ?” ผมถามตรงๆเพื่อกระชากสมองส่วนหน้าของแกให้กลับมาสู่ Future และ Critical Thinking


เจ้าตัวชะงักเหมือนโดนไฟดูด “หมายความว่าไงครับ?”


“ทั้งหมดที่ทำน่ะครับ คิดว่าคุ้มหรือเปล่า?” ผมย้ำเรียบๆ


“ก็ยังคุ้มอยู่นะอาจารย์ เค้าก็ยังสามารถทำผลงานได้ตามเป้าที่ตั้ง นั่นแหละเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เพราะเจ้าตัวก็ฉลาด พออยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ก็สงบเสงี่ยมรับปากรับคำดีเหมือนเป็นคนละคน องค์กรก็เลยไม่กล้าตัดสินใจ มันไม่ดำไม่ขาว ก้ำกึ่งยังไงบอกไม่ถูก” คำอธิบายกรึ่งเกรง


“แล้วถ้าดูเป็น Bottom Line ล่ะครับ คุ้มไหม?” ผมอธิบายว่าความคุ้มค่าวัดจากผลกำไร ไม่ใช่ยอดขาย เหมือนเวลาเราประเมินสินค้าตัวหนึ่ง เราต้องดูว่าสุดท้ายแล้วเราได้กำไรจากมันหรือไม่ มิใช่เราขายมันได้หรือเปล่า สินค้าหลายตัวขายดีแต่เจ๊ง ลูกน้องหลายคนที่พอ ‘ขายได้’ คือยังทำงานได้อยู่ แต่พอหักลบกลบหนี้กับ ‘ค่าเสียหาย’ ที่สร้างกับสมองคนในทีมแล้ว ตัวเลขสุดท้ายอาจจะ ‘ขาดทุน’ ก็ได้


ในหนังสือเรื่อง No Asshole Rule เขียนโดย Dr. Robert Sutton แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดบอกว่า แม้คนที่มีพฤติกรรม Asshole (แปลเป็นศัพท์ไทยกันเอาเองนะจ๊ะ) จะยังสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรอยู่ แต่เมื่อเทียบกับผลกระทบที่มีต่อคนรอบข้างแล้ว มัน ‘ไม่คุ้ม’ ที่จะเสียเวลากับพวกเขา กรณีศึกษาของพนักงานขายคนหนึ่งทำยอดได้อันดับต้นๆของทีม แต่ทำกำไรติดลบเมื่อหักค่าความเป็น Asshole


แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ใครล่ะ ที่เข้าข่าย Asshole? Dr. Sutton บอกว่า หากคำตอบของสองคำถามข้างล่างคือ Yes มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงว่าคุณกำลังพบกับพฤติกรรมรูทวารหนักตามที่ฝรั่งเรียก


  • หลังจากคุยกับเขาแล้ว ผู้ที่คุยด้วยรู้สึกแย่ รู้สึกถูกทับถม อับอาย หมดไฟ หรือถูกเหยีดหยาม เมื่อเดินจากมารู้สึกว่า ตนเองหมดความกระตือรือร้นที่จะทำอะไรต่ออะไร... ใช่หรือไม่?


  • บุคคลดังกล่าวมักโจมตี ‘เหยื่อ’ ที่ด้อยกว่าหรือเทียบเท่า เช่น ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หรือผู้อ่อน ประสบการณ์กว่า แต่จะเปลี่ยนบุคลิกเป็นคนละคนเมื่ออยู่กับผู้ที่วรรณะสูงกว่า... ใช่หรือไม่?


A person’s character is easily measured from how they treat people with a lower social status ‘ผู้ดีจะมีพฤติกรรมให้เกียรตินอบน้อมอย่างเสมอต้นเสมอปลายไม่ว่าปฏิบัติต่อบุคคลใด’


ข้อคิดสำหรับผู้นำ


1) อย่าคิดว่า Asshole เป็นเรื่องนามธรรม สมองเป็นสัตว์สังคม จริงๆแล้วเงินไม่มีความหมายต่อมันเท่ากับพฤติกรรมของคนรอบตัว Fairness, Expected, Autonomy, Relatedness, and Status หรือ F.E.A.R.S. ของ Brain-Based Leadership คือ สิ่งที่สมองใช้วัดค่าความอยู่รอด และความเป็น Asshole ของคนใกล้ตัวในองค์กรส่งผลโดยตรงต่อตัวชี้วัดเหล่านี้


2) คุณกำลังใช้เวลาอยู่กับคนที่เป็นปัญหามากกว่าคนที่เป็นอนาคตของทีมหรือเปล่า? ผู้จัดการหลายท่านทุ่มเทพลังไปกับการรับมือลูกน้องที่แย่จนไม่มีเวลาให้กับลูกน้องที่ดี อย่าลืมว่าเวลาเป็น opportunity cost นั่นคือ ทุกๆนาทีที่คุณใช้ไปกับการดูแลคนที่เป็นปัญหา คือหนึ่งนาทีที่เสียไปกับการดูแลคนที่จะสร้างคุณค่าต่อไปให้กับทีม เมื่อลังเลไม่แน่ใจว่ากำลังจัดลำดับความสำคัญอย่างไร ลองถามตัวเองง่ายๆอย่างที่ผมถามผู้จัดการท่านนี้ว่า ‘คุ้มไหม?’


“อือม์... อาจารย์ถามอย่างนี้ทำให้ผมต้องกลับไปคิดแล้วล่ะว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่มันคุ้มหรือเปล่า...” ผู้เรียนท่านนั้นมีสีหน้าครุ่นคิดอย่างเห็นได้ชัด ประโยคดังกล่าวดูเหมือนพูดกับตนเองมากกว่าตั้งใจพูดกับผม


แล้วปัญหาต่างๆที่คุณผู้อ่านกำลังประสบอยู่ล่ะครับ “คุ้มมั้ย?”



 

ที่มา: Leading out-of-The-Box
กรุงเทพธุรกิจ 27 เมษายน 2557