เริ่มงานใหม่อย่างไรให้เป็นมิตรต่อสมอง?

ในวันนี้ ผมลองกระโดดออกมายืนนอก Comfort Zone ตัวเอง ไกลถึง AEC วันอังคารที่ 27 กันยายน 2516 คือวันแรกของการทำงานกับ The Iclif Leadership and Governance Centre
อยู่ออฟฟิศใหม่เพียงครึ่งวันสมองโค-ตะ-ระเหนื่อย นี่เป็นผลของการสั่งสมองให้ทำสิ่งที่มันไม่เคยชิน เผาผลาญพลังงานสุดๆ
 
Hi, my name is Zafura
Hi, my name is Lily
My name is Trevor
Hi, I’m Maureen. Nice to meet you

โฮ่... แค่จำชื่อประชาชีกว่า 40 ชีวิตให้ครบก็หมดแรง นี่ยังไม่รวมการเปลี่ยนคอมฯใหม่ จาก Lenovo เป็น Surface เปลี่ยนโทรศัพท์จาก Samsung เป็น Apple เปลี่ยนปฏิทินจาก Gmail เป็น Outlook ฯลฯ
 
Long-Term Potentiation คือระบบการทำงานของสมอง ในมุมชีวเคมีหมายถึง การส่งสัญญาณประจุระหว่างเซลส์ประสาท ซึ่งจะเกิดขึ้นได้สะดวกกว่ากับการเชื่อมต่อเดิมที่เราเคยมีสัญญาณไฟฟ้าเคมี หรือ Potential อยู่แล้ว
 
สำหรับผู้นำแปลง่ายๆว่า การทำเรื่องใดเป็นครั้งที่สองจะง่ายกว่าครั้งแรกเสมอ คล้ายสายน้ำที่มีร่องบุกเบิกไว้ ให้น้ำไหลตามทางเดิมย่อมง่ายกว่าพยายามเปิดเส้นทางใหม่ 
 
แต่ความเสี่ยงคือ หากเราไม่ฝืนกระแสน้ำบ้าง สมองยินดีจะไหลตามร่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่บ่นให้เรารู้ กลายเป็นมนุษย์ป๊อปคอร์น
 
ผมได้เรียนรู้และรับรู้ในวันแรกนี้ มากกว่าที่ตนเองเห็นและคุ้นชินมาตลอดสองปีหลังของการทำงาน
 
ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

1. Relatedness หนึ่งใน 5 ตัวแปรที่สมองใช้ในการวัดผลคือ Relatedness หรือความเป็นมิตร (จากตอน ยาแก้ปวดใจ – หนังสือ ผู้นำสมองใครๆก็เป็นได้) ยามไม่แน่ใจสมองจะจัดหมวดคนใหม่ให้เป็นศัตรู งั้นลงทุนกับการสร้างมิตรก่อน วิธีของ Starbucks คือ จำชื่อ และ จำชอบ งั้นเอาชื่อให้ได้ก่อน หลัง HR พาผมเดินแนะนำตัวกับทุกคนในออฟฟิศ สิ่งแรกที่ทำเมื่อกลับมาโต๊ะคือ ดาวน์โหลด contact สมาชิกเหล่านั้นลงไอโฟน เสร็จแล้ววาดรูปผังที่นั่ง การบ้านคืนนี้คือท่องว่าใครอยู่ตรงไหน ชื่ออะไรกันบ้าง
 
2. First Listen Then Ask บทสวดที่ต้องท่องให้ขึ้นใจเสมอคือ ฟังและถาม การเริ่มหน้าที่ใหม่ไม่ใช่เวลาของการพูดและตอบ ผู้นำคนใหม่ โดยเฉพาะคนที่ถูกดึงตัวหรือโปรโมตขึ้นมา ควรเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่องค์กรอยากเห็นนั้นอาจยังทำไม่ได้ในทันที Change เป็นเรื่องของมวลชน ฉะนั้น แม้คุณรู้คำตอบแต่ไม่มีใครยอมฟังมันก็คือความล้มเหลว อย่าลืมว่าความสำเร็จในวันนี้มีได้ก็เพราะวิธีเดิมที่เขาทำกันมานี่แหละ ดังนั้น ให้เกียรติแม่น้ำสายเดิมด้วยการรับฟังก่อน หากสงสัยถามได้ แต่ต้องถามเพื่อฟัง ไม่ใช่ถามเพื่อฉวยโอกาสสวนตอบ
 
3. Culture Culture Culture กับดักที่ Michael D. Watkins ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The First 90 Days: Proven Strategies for Getting Up to Speed Faster and Smarter เล่าคือการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องของสมองส่วนหลังไม่ใช่เหตุผล คำแนะนำคือไม่มีอะไรดีไปกว่าเปิดใจ ยอมรับว่าเราเป็นสมาชิกใหม่ของบ้าน แล้วปล่อยให้ Social and Environment พัดพาไป สิ่งที่ไม่เห็นด้วยก็จดไว้ สิ่งที่รับได้ก็ลองดู ไม่แน่อาจมีอะไรเจ๋งๆก็ได้
 
Hey Zafura, how can I get the markers to write on my glass wall like you?” ผมถามหาปากกามาร์คเกอร์กับเพื่อนข้างห้อง เมื่อเห็นผนังของเธอเต็มไปด้วยตัวหนังสือขีดเขียน ถูกใจคนชอบ Mind Map ยิ่งนัก
 
Oh Easy. You just have to flip the glass panel around so the flat surface is inside the room.”  ซาฟูร่ากลับตอบไปอีกทาง
 
ผมมองหน้าเธอว่าเป็นมุกหรือเปล่า? กลับผนังห้องจากนอกเข้าในเนี่ยนะ?
 
ไม่ได้ล้อเล่น เอางี้ เดี๋ยวเราเดินไปหาผู้จัดการออฟฟิศด้วยกันเลย” เธอจูงผมเดินข้ามฟากไปคุยกับวิคกี้
 
อ๋อ... ได้สิ ยูช่วยส่งเมล์มาให้ไอนิดนึงนะ บอกสั้นๆว่าต้องการให้กลับกระจกห้องทำงาน” รายนั้นตอบง่ายพอกัน
 
บ้าไปแล้วหรือเปล่า? ให้ช่างเลาะกระจกออกเพื่อให้ผมเขียนบนกำแพงได้เนี่ยนะ? ที่ทำงาน 99% ไม่ยอมให้พนักงานขยับโต๊ะด้วยซ้ำไป อย่าว่าแต่ทุบผนังห้องทำใหม่เลย
 
จากคำถามเล็กๆของผมวันนี้ ทำให้ได้พบกับ 1% ของวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน วัฒนธรรมที่ตอบ Yes ไว้เสมอ และเชื่อในความตั้งใจที่ดีของทุกคน เล่นเอาผมแอบรู้สึกโชคดีที่จะได้มาเป็นส่วนหนึ่งของบ้านใหม่หลังนี้
แค่ First Day ก็มันส์แล้วครับคุณผู้อ่าน!




ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์
Principal Partner
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 3 ต.ค 59