“อีกไม่เกินสิบปีข้างหน้า คำว่า ‘ประเทศ’ จะไม่มีอีกต่อไป There will no longer be countries 10 years from now ” ประกาศผู้บริหารระดับสูงขององค์กรแห่งหนึ่ง 
ท่านอธิบายว่า อนาคตอันใกล้นี้จะไม่มีเส้นแบ่งพรมแดนแยกเขตประเทศอย่างที่ผ่านมา โลกจะเข้าสู่ยุค ‘เสรี’ อย่างแท้จริง การโดยสารเครื่องบินง่ายเหมือนรถไฟ ภาษาอังกฤษใช้กันแพร่หลายจนไม่ต้องเรียนภาษาอื่น การค้าจะมองความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก แทนการขีดเส้นจำกัดทางภูมิประเทศ
“จะเอาอะไรนะครับ? สูติบัตร Birth Certificate เหรอ? ” ผมส่งอีเมล์ถามผู้ประสานงานอย่างประหลาดใจ เรากำลังเตรียมเอกสารก่อนผมจะเดินทางไปเริ่มงานที่เคแอล
“Yes we need birth certificate to process the work permit ” เจ้าตัวยืนยัน
“ของผม? หรือ ของลูก? ” ยังทำใจไม่ได้กับการขอเอกสารอายุมากกว่า 40 ปี ผมไม่เคยเห็นด้วยซ้ำไปว่าสูติบัตรตัวเองหน้าตาเป็นอย่างไร
 “ของยูนั่นแหละ วุ้ยเข้าใจอะไรยากจริง ” HR ทางโน้นตอบอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ประโยคสุดท้ายคงคิดในใจ
ร้อนถึงคุณแม่ต้องช่วยคุ้ยหาสูติบัตรของผมทั่วบ้าน เกือบจะต้องจุดธูปถามคุณพ่อแล้วว่าไอ้ใบที่ว่านี้อยู่ไหน ผมก็ไปเจอโดยบังเอิญพอดีในตู้เซฟ รีบแปลแล้วส่งต่อ 
เอกสารพบแล้ว แต่ความสงสัยยังไม่หายว่าทำไมต้องเอาสูติบัตรด้วย?
“ที่นี่สูติบัตรสำคัญมากนะ เราใช้มันเกือบทุกครั้งเวลาดำเนินการอะไรกับทางราชการ ” ผู้จัดการชาวมาเลย์บอกเมื่อผมแวะเข้าไปเซ็นสัญญาที่บริษัท 
บ่ายวันเดียวกันนั้นเอง ผมออกไปตระเวนดูคอนโดกับนายหน้า นิคเล่าเรื่องประเทศมาเลเซียให้ฟังระหว่างอยู่ในรถ
“ที่นี่เรามีคนหลากหลาย ชาวมาเลย์จริงๆประมาณ 60% เป็นลูกจีนอีกสัก 30% ส่วนที่เหลือเป็นแขก เส้นแบ่งนี้ค่อนข้างชัดเจนเพราะมันเกี่ยวกับสิทธิ์และกติกาของทางรัฐบาล ” 
“แล้ววิธีแบ่งคืออะไรล่ะนิค? เวลาผ่านไปยูไม่มีลูกครึ่งลูกเสี้ยวเกิดขึ้นเรื่อยๆเหรอ? จะรู้ได้ไงว่าเส้นของเราอยู่ตรงไหน? ”  ผมสงสัย
“มันจะระบุในสูติบัตรเลยว่ายูเป็นพวกไหน ถ้ามาเลย์ก็จะเขียนว่า ภูมิบุตร ถ้าลูกจีนก็จะเขียนว่า Chinese อย่างลูกไอทั้งสองคน ก็ถือเป็นคนจีน ”
“ไม่ว่าจะเป็นลูกของลูกของลูกของลูก ก็จะเป็นอย่างนั้นเหรอ? ” 
“ใช่ ถ้าระบุอย่างนั้น ก็จะเป็นลูกจีนไปตลอดกาล ” นิคตอบ 
ผมเริ่มเข้าใจแล้วครับว่าทำไมที่นี่สูติบัตรจึงสำคัญนัก
 
ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง
1. Melting Pot ความโดดเด่นอย่างหนึ่งของมาเลเซียคือวัฒนธรรมที่หลากหลาย เปอร์เซ็นต์ที่นิคเล่าให้ผมฟังยังไม่รวมจำนวน Expat และนักเรียนต่างชาติที่มีอยู่มากมายในเมืองใหญ่ๆ เช่น เคแอล หรือ ปีนัง จะว่าไปหากเราไม่นับสิงคโปร์ซึ่งเป็นเพียงเกาะเล็กๆ มาเลเซียอาจจะเป็นตัวอย่างสิ่งที่จะเกิดขึ้นในประเทศต่างๆเมื่อประชาคมอาเซียน AEC เติบโตต่อไป
เมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมา ผมพาครอบครัวไปเที่ยว Sunway Lagoon ซึ่งเป็นสวนสนุกและสวนน้ำ ภรรยาบอกหันไปทางไหนไม่เจอจีนก็เจอแขก ได้บรรยากาศอีกแบบแตกต่างจากเวลาอยู่เมืองไทย “นี่ล่ะ เพชรกำลังเห็นภาพล่วงหน้าของอนาคตอันใกล้ ต่อไปประเทศอาเซียนต่างๆรวมถึงบ้านเราก็จะมี mixture อย่างที่เห็น ”  
2. Be culture sensitive ผมมามาเลเซียครั้งนี้ตรงกับช่วงเดือนถือศีลอด Ramadan พอดี แปลกใจนิดๆตั้งแต่แรกแล้วว่าตารางประชุมมันไม่เว้นเวลาให้พักกินข้าวเที่ยง ลองถามนิคผู้ซึ่งเป็นลูกจีนว่า แล้วคนที่ไม่ถือศีลควรทำอย่างไร เขาบอกว่าก็ให้ aware และ respect คนอื่น อย่าทำอะไรที่จะเป็นการบั่นทอนสมาธิ อย่าพูดถึงอาหารระหว่างวัน อย่าเอาข้าวมากินให้เห็น คิดง่ายๆใจเขาใจเรา โชคดีของผมมากที่ไม่ได้อุตริถามคนในออฟฟิศว่าเที่ยงนี้จะกินข้าวที่ไหน! 
3. Leading diversity วิธีอยู่กับทีมที่หลากหลายคือ 1) หาสิ่งที่เหมือน 2) ชื่นชมความแตกต่าง บทเรียนสำคัญที่สุดของผมจาก 16 ปี 3 ประเทศ 7 เมืองคือ การเข้าใจ ‘คน’ ที่หลากหลาย คนไทยมีจุดแข็งคือพริ้วตามสถานการณ์ได้ดี ฝรั่งมีจุดแข็งตรงความเป็นตัวของตัวเอง คนญี่ปุ่นมีวินัย คนแขกพูดเก่งและเจ้ากลยุทธ์ กระทั่งคนจีนก็มีความเพียรและความกล้าทำสิ่งที่ตนต้องการ
“สิ่งที่โดดเด่นในตัวคุณคือ Humble Confidence ” CEO ให้เหตุผลว่าทำไมจึงเลือกผมไปร่วมทีม
“Humble ที่จะยอมรับในความแตกต่าง Confidence ในการมีจุดยืนและความคิดเป็นของตนเอง เหมาะสมกับการงานท่ามกลาง Diversity ” เขาอธิบาย
จริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่ชอบคำนี้จังครับ!




ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์
Principal Partner
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 11 ก.ค.59