เมื่อวันก่อนผมมีประชุม HR Forum หัวข้อคือ “ What’s Next for HR?

อนาคตของงานดูแลบุคคลากรคืออะไร? ประยุกต์จากรีพอร์ตร่วม 200 หน้าของ Global Human Capital Trends
จาก Deloitte University Press 2017

1) Organization of the Future องค์กรแห่งอนาคต มากกว่า 60% ของผู้ตอบแบบสอบถามจากทั่วโลกระบุว่านี่คือเรื่องที่มาแรงที่สุด องค์กรส่วนใหญ่ในปัจจุบันติดกับดักของระบบการบริหารจัดการซึ่งทำให้เราประสบความสำเร็จมาเป็นร้อยปี แต่ปรับตัวไม่ทันเทคโนโลยีที่ไปเร็วกว่าผมนั่งกินข้าวเย็นร่วมโต๊ะกับลูกๆทั้งที่อยู่คนละประเทศ ช่วยเขาทำการบ้านผ่าน Wi-Fi แต่ระเบียบในหลายองค์กรยังบังคับให้พนักงานแขวนบัตรและสแกนนิ้วมือเพื่อเข้างานพร้อมกัน ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมทุกเช้ารถจึงติด?

2) ชีวิตและงานคือสิ่งเดียวกัน บ๊ายบาย Work-Life Balance ฮัลโหล Living And Working คนในอนาคตเลิกแบ่งสองสิ่งนี้ออกจากกันอีกต่อไป คนยุค 4.0 ต้องการองค์กรที่ดูแลเขาทั้งสองด้าน ชีวิตพนักงานต้องรวมถึงครอบครัวของเขาด้วยอีกไม่ช้าอาจไม่แปลกอะไรหากบริษัทจะเริ่มเทรนสามีภรรยาและลูกๆของคนในองค์กร พ่อบ้านแม่บ้านเรียนเรื่องการทำบัญชีบริหารจัดการบ้าน หรือเรียนวิชาบริหารความเครียดเวลาอีกคู่ชีวิตติดประชุมดึกยังไม่กลับบ้าน ส่วนลูกๆ ก็เรียนเรื่องภาวะผู้นำ การช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ที่ยุ่งวุ่นกับการทำงาน เป็นต้น

3) Learning all the time การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกแห่งหน สมัยก่อนหน้าที่ของ HR คือ จัดหลักสูตรอย่างเดียว ขยับมาเป็น 70-20- 10 แห่งการเรียนรู้แบบบูรณาการโลกยุคต่อไป HR จะต้องขยับเข้าไปยุ่งเรื่องการสร้างนิสัยให้คน ‘ รัก  ’ ที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาไม่สิ้นสุด ด้วยความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลง ภายใน 5 ปีความรู้ที่คนของคุณมีอยู่จะเหลือใช้ได้เพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งจะต้องถูกเติมหรือสร้างขึ้นใหม่ ทำได้และอยากทำอย่างเดียวไม่พอแล้ว HR ต้องคิดต่อว่าทำอย่างไรให้คน ‘ อยากเรียน  ’ ด้วย

4) Thinking Skills ทักษะที่สำคัญที่สุดของยุค 4.0 คือการคิด ยุคสมัยของการทำจะถูกทดแทนด้วย Automation กระทั่งความคิดอย่างง่ายก็จะถูกทดแทนด้วย Artificial Intelligence ลักษณะการคิดที่โลกต้องการคือการคิดในแบบที่คอมพิวเตอร์ทำไม่ได้ Integrated Thinking, Critical Thinking, Creativity เอาแพะมาชนแกะให้เกิดเป็นสัตว์ใหม่ ท้าทาย Algorithm เดิมที่เคยเชื่อเคยสั่งสอนกันมา กระทั่งทักษะการถาม Questioning ก็จะทวีความสำคัญ เพราะมันเป็นสิ่งที่คอมพิวเตอร์ (ยัง) ทำไม่ได้

5) Innovate for New Solutions วิธีการเรียนรู้ในอนาคตต้องเปิดโอกาสให้ทดลองทำ ปัญหาที่ผมมักพบเสมอๆในปัจจุบันคือ HR ดูแลแค่ให้เรียนแต่ไม่ดูไปจนถึงการเอาไปใช้ เช่น คนเรียนเรียนจบหลักสูตรแล้วมีไอเดียบรรเจิดแต่ไม่มีงบในการทดลอง อยากจะทำสื่อสักชิ้นเพื่อให้น้องในทีมเข้าใจทิศทางขององค์กรมากขึ้น หรือ อยากจะพัฒนา local application สักตัวเพื่อรับฟีดแบ็คจากลูกค้าได้ง่ายกว่า แต่ HR บอกบ๊ายบายหมดหน้าที่แล้วถ้าอยากทำคนเรียนต้องไปกระเสือกกระสนหางบเสนอขอผู้ใหญ่เอาเองทำไมไม่เอามารวมเสียเลยว่า 50% ของงบพัฒนาบุคลากร ให้ใช้กับการเรียน ส่วนอีก 50% เป็นงบสำหรับการทดลอง?

6) Culture of Risk Taking จะทดลองได้ต้องกล้าเสี่ยง Thomas Edison บอกว่าการค้นพบหลอดไฟของเขาเกิดจากความล้มเหลวนับพันๆครั้ง องค์กรในปัจจุบันต้องกล้าเสี่ยง ผิดเป็นครู ความผิดต้องบูชา ถ้า Steve Jobs ไม่ได้เชื่อว่า To be great we must risk everything เราคงไม่มีสินค้าตระกูล i ทั้งหลายที่ใช้กันอยู่ หลายองค์กรตอนนี้ก้าวข้ามความกลัวถึงจุดที่เรากล้าลองมากขึ้น แต่จะไปถึง 4.0 ต้องให้รางวัลความผิดพลาดที่เกิดจากความประสงค์ดีของพนักงานในองค์กรด้วย

7) Values and Purpose สุดท้ายทุกอย่างวนมาจบตรงนี้ วิธีปฏิบัติที่กล่าวมาทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากคนในองค์ไม่มีสองสิ่งนี้ร่วมกัน Values and Purpose คุณค่าร่วมที่คนตระหนักว่า ‘ ถูก  ’ คืออะไร และ ‘ ผิด  ’ คืออะไรช่วยให้การทำงานแบบมีอิสระและไว้เนื้อเชื่อใจกันแห่งโลกอนาคตเกิดขึ้นได้อย่างถูกทำนองคลองธรรม ส่วน Purpose คือเป้าหมายที่เรามุ่งไปร่วมกัน ทำให้คนยุค 4.0 ซึ่งจะกระจัดกระจายอยู่ทุกหนแห่ง อยู่บ้านบ้าง อยู่ที่ทำงานบ้าน อยู่กับลูกค้าบ้าง เปิดคอมพ์ดูวิดีโอเรียนความรู้ใหม่ หรือสมัครไปฟังสัมมนาของผู้เชี่ยวชาญบ้าง กล้าคิดกล้าถาม กล้านำกลับมาลองในทิศทางที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับองค์กรหากคุณยังไม่มีแก่นนี้ กระพี้ข้างต้นจะเกิดได้ยาก

เป็นอย่างไรครับ HR 4.0 ฟังดูไม่ยากเลยใช่ไหม??

 




ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์
Slingshot Group
& The Iclif Leadership Centre

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 1 พ.ค 60