การเป็น ‘เด็กนอก ’ ดีอย่างไร?


เวลาผมบอกใครๆว่าอยู่เมืองนอกมา 16 ปีกว่า เกือบทุกคนจะทำท่าประหลาดใจ อาจเป็นเพราะผมเป็นคนที่อยู่เมืองนอกแล้ว ‘ราศี ’ ไม่จับ ตัวไม่สูง กล้ามไม่ใหญ่ รักภาษาไทยและไม่ถนัดพูดภาษาฝรั่งปน ออกจะชาตินิยมหน่อยๆด้วยซ้ำ

ยิ่งใครได้ยินผมขึ้นเวทีร้องเพลงลูกทุ่ง ขอเป็นพระเอกในหัวใจเธอ ก็ยิ่งงงกันใหญ่ “ตกลงต่างประเทศที่อาจารย์ไปเรียนเนี่ย ประเทศไหนแน่คะ? ” ลูกศิษย์เคยถามขำๆ

แต่ผมเป็นเด็กนอกจริงๆนะครับ ไปตั้งแต่ ม.1 เริ่มจากอังกฤษ ออสเตรเลีย และอเมริกา เรียนจบทำงาน เบ็ดเสร็จกว่าจะได้กลับมาก็อายุร่วมสามสิบพอดี

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้าเป็นนักเรียนประจำที่ Geelong Grammar School ใกล้ๆเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย สมัยนั้นมีคนไทยแค่ไม่ถึงสิบคน

อยู่ได้นะ แล้วพ่อจะมาเยี่ยม ” ผู้เป็นบิดากล่าวอำลาสั้นๆ เด็กชายวันนั้นกลั้นน้ำตา โตแล้วไม่ร้องไห้

เมื่อขึ้นชั้น ม.3 นักเรียนทุกคนจะย้ายแคมปัสไปที่ Timbertop ซึ่งคล้ายค่ายฝึกทหาร เด็กสองร้อยกว่าชีวิตถูกแบ่งแยกย้ายกันเข้าบ้าน ผมอยู่ Unit I กับเพื่อนแก่นๆอีก 15 คน

ไฮไลท์ของโรงเรียนนี้คือ การให้เด็กดูแลกันเอง ทุกคนต้องช่วยกันผลัดเวรทำความสะอาดบ้าน ระบบน้ำร้อนเป็นแบบต้ม ต้องมีเวรตื่นตีห้ามาจุดฟืนติดไฟ ใครลืมแปลว่าทุกคนต้องอาบน้ำอุณหภูมิเยือกแข็ง หากเช็คชื่อกินข้าวช้า โน่นครับ วิ่งลงเขาไปเคาะระฆังข้างประตูหน้าโรงเรียน

ผมมีโอกาสล้างโถปัสสาวะครั้งแรกก็ที่นี่ ไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตจะต้องมาทำอะไรอย่างนี้ ได้สุภาษิตให้ตัวเองง่ายๆในวันนั้น ‘ถ้าคนอื่นทำได้ เราก็ทำได้

คุณผู้อ่านคงพอเห็นภาพแล้วนะครับว่า การเป็น ‘เด็กนอก ’ นั้นดีอย่างไร

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

1. ความรับผิดชอบ เมืองนอกคือการฝึกดูแลชีวิตตัวเอง จากเด็กไทยสปอยล์ๆคนหนึ่ง กระทั่งน้ำดื่มยังไม่ต้องริน กลายเป็นสมาชิกสังคมที่เริ่มรู้จักคำว่าหน้าที่และกติกา สมองส่วนหน้าแห่งเหตุผลนอกจากมีน้อยแล้วยังเติบโตช้า ใช้เวลากว่ายี่สิบปีในการเรียนรู้ Environment ที่เปลี่ยนไปช่วยให้มันต้องพัฒนาอย่างรวดเร็ว

2. ทักษะทางสังคม ยากที่สุดในการปรับตัวของผมเวลาย้ายที่เรียนแต่ละครั้งคือการ ‘หาเพื่อน ’ สมองเป็นสัตว์สังคม มันมองการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องลบ และคนแปลกหน้าเป็นศัตรู เคล็ดลับที่ทำให้เข้าไหนเข้าได้ทุกแห่งคือ กีฬา กิจกรรม และดนตรี ผมมารู้ซึ้งถึงคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ก็เมื่อไปอยู่เมืองนอก ยังนึกขอบพระคุณคุณพ่อคุณแม่คุณครูผู้อดทนจ้ำจี้จำไชจนได้วิชาติดตัวมาบ้าง ทุกวันนี้เคี่ยวเข็ญลูกทั้งสองให้ ‘เป็นรอบด้าน ’ ก็ด้วยเหตุผลนี้

3. ภาวะผู้นำ นี่คือทักษะสำคัญที่สุดที่ได้จากการเป็นเด็กนอกในความคิดของผม สมัยเรียนในโรงเรียนไทย อาจารย์ประจำชั้นเขียนในสมุดพกว่าผม ‘ชอบตามเพื่อน ’ จะทำอะไรก็ไปกันเป็นกลุ่ม เตะบอลก็เฮๆกันไป มึงโดดเรียนกูโดดด้วย กระทั่งกินเหล้าสูบบุหรี่ก็ทำเพราะกลัวแตกแยก แม้หลายเรื่องจะไม่เห็นด้วย

เราเดินกันมาจะสองชั่วโมงแล้วนะ ยังไม่เห็นถึงทางด่านเลย ” ในมือทุกคนถือแผนที่และเข็มทิศ Unit I ของเรากำลังเดินป่าประจำสัปดาห์ที่ Timbertop

น่าจะไปทางนี้นะ ” “ไม่ใช่หรอก ต้องเดินต่ออีกหน่อยมากกว่า ” “เปลี่ยนเส้นทางกันเหอะ ” “กลับทางเก่าดีไหม ” ฯลฯ เสียงถกเถียงของบรรดาเด็กฝรั่งดังเซ็งแซ่

ผมเงียบเพราะพูดไม่ทัน และคิดว่าฝรั่งมันคงไม่ฟังเราหรอก

Thun ยูคิดว่าไงMr. Rigby อาจารย์พี่เลี้ยงที่เดินตามดูอย่างเงียบๆมาตลอดถามโดยไม่มีปี่ขลุ่ย

เอ่อ... ” ผมตะกุกตะกัก “...ถ้าถามผม ผมว่าเรายังอยู่กันแถวนี้ ” ผมชี้ลงยังจุดหนึ่งบนแผ่นพลาสติกในมือ “เพราะเรายังไม่เจอลำธารเลย และก็ยังไม่ได้ข้ามถนนสายหลักด้วย

งั้นยูว่าพวกเราควรไปทางไหน? ” ผู้มากประสบการณ์กระตุ้นอีกนิด

ทางนี้ครับ ตั้งเข็ม 220 องศา เป็นเส้นทางลัดสุดที่จะกลับเข้าทางด่านได้” ผมตอบ

กลุ่มตกลงเดินตามทางที่ผมชี้ เพียงไม่ถึงสิบห้านาที เราก็บรรลุถนนหลักเพื่อมุ่งสูงแคมป์พัก

หากใจยูคิดอย่างไร ก็ควรพูดไปอย่างนั้น ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ตรงกับสิ่งที่คนอื่นคิด” ครูเคราดกของผมแอบกระซิบระหว่างทาง

that is what we called… Leadership

ใครจะว่าอย่างไรไม่รู้ แต่ผมว่าการเป็น ‘เด็กนอก ’ นั้นมีข้อดีมากมายครับ!



ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์
Principal Partner
สลิงชอท กรุ๊ป

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 8 ส.ค.59