หลายองค์กรใช้เวลากับการค้นหาและรักษา ‘คนที่ดีที่สุด ’ แต่เป็นไปได้ไหมว่าเรายังไม่ได้ดึงความ ‘ดีที่สุด ’ จาก ‘คน ’ ที่เรามี?

องุ่น 1 ลูกสามารถทำอะไรได้บ้างครับ?

จากการลองถามผู้เรียนในห้อง ผมมักได้คำตอบ “กินได้  ” “เอาไปทำไวน์  ” “ตากแห้งเป็นลูกเกด ” หรือ “เอาไปปลูก  

แต่ Professor Richard Wolfson แห่ง Middlebury College ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นอาจารย์ฟิสิกส์ที่ดีที่สุดในอเมริกา สอนผมสมัยเรียนกับท่านว่า “One grape can run New York City for a month” องุ่นลูกเดียวสามารถให้พลังงานสำหรับเมืองนิวยอร์คได้หนึ่งวันเต็มๆ

แปลว่าอะไร?

หัวใจของการนำพลังงานไปใช้คือการ ‘รีด ’ มันออกมาให้ได้มากที่สุด ภาษาองค์กรมักเรียกกันสวยๆว่า Efficiency หรือประสิทธิภาพ การนำองุ่นไปกิน แน่นอนสร้างพลังงานให้กับร่างกาย แต่การนำองุ่นไปเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าใช้ในตึกระฟ้า ได้ประสิทธิภาพการรีดต่างกัน

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ พลังงานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ใช้มวลตั้งต้นประมาณ 1 คันรถบรรทุกต่อปี ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน ต้องใช้ถ่านหินถึง 1,000-1,500 โบกี้รถไฟต่อสัปดาห์ ปล่อยพลังงานเท่ากัน แต่ประสิทธิภาพการรีดต่างกัน 10,000,000 (สิบล้าน) เท่า!

ด้วยโลจิคนี้ หากเราเข้าใจวิธี ‘รีด’ พลังงานจากคนมากขึ้น เราอาจไม่ต้องจ้างคนที่ดีที่สุด แต่ใช้ศักยภาพของคนที่มีให้ดีที่สุด

แค่นั้นก็น่าจะพอแล้ว? Step แรกของ Leadership Energy คือการปล่อยพลังงาน หรือ Energy Release

คน 1 คนสามารถทำอะไรได้บ้างครับ?

หากนึกถึงตัวเอง เราอาจตอบว่า เลี้ยงดูครอบครัวได้ ทำงานที่มีประโยชน์ ได้เลื่อนขั้นตามอัธยาศัย ฯลฯ

หากนึกถึงลูกน้อง เราก็อาจตอบว่า ทำงานที่รับผิดชอบให้เสร็จ มาทำงานตรงเวลา ไม่สร้างหนี้สร้างสินเกินตัว

แต่เป็นไปได้ไหมว่าคน 1 คน อาจทำได้มากกว่านั้น หากเราเข้าใจวิธีการ Release พลังงานของมนุษย์?

เป็นไปได้ไหมว่าคน 1 คน สามารถทำให้คน 70 ล้านคน มีความ ‘กินดี อยู่ดี ’?

เป็นไปได้ไหมว่าคน 1 คน สามารถทำให้คน 70 ล้านคน หันมาเผื่อแผ่ผู้อื่น จากที่เคยคิดแต่ตักตวง?

เป็นไปได้ไหมว่าคน 1 คน สามารถทำให้คน 70 ล้านคน ที่กำลังทะเลาะ เปลี่ยนมาสวมกอดกัน?

เป็นไปได้ไหมว่าคน 1 คนทำให้คน 70 ล้านคน รวมพลังเป็นหนึ่งเดียว

เราเรียนรู้อะไรจากพระองค์บ้าง และเราจะช่วยกันอย่างไรให้สิ่งนั้นขยายจาก 70 ล้านคนในประเทศ สู่ 7,000 ล้านคนทั่วโลก?

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

1. Leader as a catalyst สิ่งที่พระองค์ท่านปฏิบัติ ซึ่งอธิบายให้ฝรั่งฟังเท่าไหร่เค้าก็ไม่ค่อยเข้าใจ คือการทำเป็นตัวอย่าง มีกษัตริย์พระองค์ใดประเทศไหนในโลกทุนนิยมปัจจุบัน ที่เสด็จไปทุกแห่งทั่วแผ่นดินกว่า 70 ปี เพื่อเยี่ยมเยียนพสกนิกรผู้ยากไร้ ทรง ‘มุดลวดหนามเพื่อตามหาน้ำให้ประชาชน ’ ชาวต่างชาติที่ผมพบหลายคนบอกว่า ใช่สิ ก็ท่านเป็นกษัตริย์ ไปแล้วก็สั่งด้วยพระราชอำนาจ ทุกอย่างก็เกิดขึ้นแบบ Top Down หากการเป็นผู้นำง่ายอย่างนั้นจริง โลกคงไม่มีปัญหามากมายดังที่เป็นอยู่

2. Resonance effect สร้างกระแสความดี การลงมือกระทำด้วยความมานะ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและเสียงต่อต้าน จะขยายผลต่อคนรอบตัว เซลส์กระจก Mirror Neuron ในสมองมนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อลอกเลียนแบบ หากเราเห็นสิ่งดี มันก็จะกระทำสิ่งที่ดี หากเราเห็นสิ่งที่เลว สมองมนุษย์ก็จะเลว หน้าที่ของผู้นำคือสร้าง ‘กระแสแห่งความดี’ ดั่งพระบรมราโชวาทเมื่อปี 2539 “... คนดีทำให้คนอื่นดีได้หมายความว่าคนดีทำให้เกิดความดีในสังคม คนอื่นก็ดีไปด้วย ความเลวนั้นจะทำให้คนดีเป็นคนเลว ก็ยากแต่เป็นไปได้ถ้าคนดีเข้มแข็งในความดี จะให้คนเลวมาทำให้คนดีเป็นคนเลวยาก สำคัญอยู่ที่ความเข้มแข็งของคนดี... 

3. Nuclear reaction ระเบิดพลังที่อยู่ภายใน Dr. Wolfson บอกว่าหัวใจของการใช้องุ่นลูกเดียวเลี้ยงเมืองนิวยอร์คคือการเปลี่ยนวิธีคิดจาก ‘รีด ’ เป็น ‘ระเบิด ’ มวลเล็กๆให้กลายเป็นพลังงานที่ยิ่งใหญ่ Mahatma Gandhi, Dr. Martin Luther King Jr., Nelson Mandela และแน่นอน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของปวงชนชาวไทย ล้วนเป็นผู้นำผู้ระเบิดพลังนิวเคลียร์ลักษณะนี้จากมวลชน ฝรั่งสงสัยว่าจริงหรือ? ผมเพียงเปิดภาพ ‘ทะเลพสกนิกร ’ เมื่อครั้งพระราชพิธีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม วันที่ 9 มิถุนายน 2006 ให้พวกเขาดู ก็เท่านั้น

จากคน 1 คน เกิดปฏิกริยาลูกโซ่สู่คนอีก 70 ล้านคน

จากองุ่นเพียงลูกเดียวครับ

 



Principal Partner of Slingshot Group
& Director of The Iclif Leadership Centre

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 31 ต.ค. 59