ผู้นำต้องฝึกรับมือกับของแรง

ผมมีโอกาสได้นั่งสังเกตการเทรนนิ่งที่เราจัดให้กับองค์กรหนึ่งจากประเทศอินเดีย ผู้สอนเป็นชาวตะวันตก ดีกรีดอกเตอร์ซะด้วย ท่าทางภูมิฐาน

วันนี้เราจะคุยกันเรื่องการวางแผนและพยากรณ์อนาคตที่ยังมาไม่ถึง โดยใช้ข้อมูลและสถิติประกอบการตัดสินใจ... ” อาจารย์เริ่มบรรยายหน้าห้อง

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง เล่าเคสความบ้าบิ่นของเทสล่ากับจรวดไปดาวอังคาร เล่าเรื่องแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ของอาลีบาบา เล่าความสำคัญของวิธีคิดที่ต้องเปลี่ยนไปของผู้นำในยุคศตวรรษที่ 21 คนเรียนเริ่มยุกยิก คุยกันนอกรอบเป็นวงเล็กๆ

อดทนฟังถึงนาทีที่ 58 สมาชิกในห้องคนหนึ่งตะโกนถามสวนการบรรยาย

เรารู้ว่าสิ่งที่ต้องทำคืออะไร แต่อาจารย์ควรสอนหัวหน้าพวกเรามากกว่า ” ตามด้วยเสียงหัวเราะครืนของเพื่อนๆในห้อง

ผู้สอนพยายามยิ้มให้คนถาม “แต่หัวหน้ายูไม่อยู่ตรงนี้ งั้นเราโฟกัสที่ยูก่อนดีไหม ” คำตอบฟังเข้าท่า

แล้วที่ผ่านมายูสอนเขาอย่างนี้หรือเปล่า? ” นักเรียนถามย้อนกลับมาอีก โครงการนี้ทำต่อเนื่องกันมาหลายปี แน่นอนหัวหน้าพวกเขาเคยผ่านมันมาแล้ว

งั้นถ้ามันไม่เวิร์ค คนสอนควรเปลี่ยนวิธีไม่ใช่เหรอ? ” หัวโจกอีกคนตะโกนเสริม ห้องเรียนเริ่มโกลาหล สมาชิกเริ่มจับกันเป็นกลุ่มๆ สักพักทั้งห้องดังจ้อกแจ้กด้วยเสียงผู้เรียน กลบเสียงอาจารย์หมดสิ้น

เอางี้... เดี๋ยว พวกเราเงียบก่อน ” ผู้จัดการชาวภารตะดูมีภาวะผู้นำลุกขึ้นยืนแล้วปรามคนอื่นในห้อง เอาล่ะ มีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยแล้ว ผมแอบดีใจแทนผู้สอน

คุณมีตัวอย่างที่เป็นองค์กรเหมือนเรา มีปัญหาเจอข้อจำกัดเหมือนเรา ที่แก้มันได้แล้วประสบความสำเร็จบ้างไหม? ” พระเอกขี่ม้าขาวกลายเป็นผู้ร้ายถือดาบในฉับพลัน

หากคุณผู้อ่านท่านใดไม่คุ้นเคยมาก่อน คำถามที่แกถามนี้ เป็นคำถาม ‘ปราบเซียน ’ ดีไซน์มาเพื่อ ‘ฆ่า ’ อาจารย์โดยเฉพาะ

หากคุณเป็นผู้สอน เมื่อใดที่โดนถามแบบนี้ แสดงว่าสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤติ คุณถูก ‘รุกฆาต ’ แล้ว

หากบอกว่าไม่มี แสดงว่าไร้ภูมิ หากยกตัวอย่างอื่น คนถามจะบอกว่ามันไม่เหมือนองค์กรเขาเป๊ะๆ หากยกตัวอย่างองค์กรเขา สมาชิกจะบอกว่าคุณเป็นคนนอก ไม่รู้หรอกว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร สรุปคือ ไม่ว่าคุณจะตอบอย่างไร คุณตายทั้งสิ้น

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

1. Prevention First หากถามผม ต้นเหตุเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนการเรียน โต๊ะที่จัดหน้ากว้างและตื้นเกินไป ทำให้ดึงโฟกัสผู้เรียนยาก ไม่สร้างความเป็นมิตร ผู้สอนไม่ใช่ไมค์ทำให้เสียงขาดน้ำหนักและสู้คนเรียนไม่ไหว ไม่บอกวัตถุประสงค์ กฎ กติกาของการอยู่ร่วมกัน คนเรียนไม่มีโอกาสได้พูดบ้างเลยตลอดหนึ่งชั่วโมงแรก พลังลบเหล่านี้จึงเก็บกดจนปะทุ

2. Survival หากคับขัน โดนรุกประชิดแล้วดังตัวอย่างที่ยก ควรหาวิธีแลนดิ้งให้บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น อย่างที่อาจารย์ท่านนั้นตอบก็ไปถือว่าดี และอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ผมว่าแจ๋วคือแยกมวลชน ให้แยกย้ายกันทำกิจกรรมกลุ่ม หรือชิงเบรคเลยเพื่อตัดตอน แต่เหล่านี้เป็นแค่วิธีเอาตัวรอด แม้จะช่วยทำให้อาจารย์ ‘ไม่ตาย ’ แต่ไม่ได้ทำให้ได้ใจผู้ฟัง

3. Understand Culture ตัวอย่างที่ยกต้องเข้าใจบริบทของคนเรียน หากเขาอยู่ในโลกของผู้ตาม ควรยกตัวอย่างผู้ตามที่แสดงความเป็นผู้นำ ผู้จัดการชาวเอเชียที่พยายามรักษาตัวให้รอดในองค์กรภาครัฐที่เต็มไปด้วยการเมือง ย่อมไม่สนใจตัวอย่างมหาเศรษฐีฝรั่งที่เติบโตจาก Start Up และพาคนไปสร้างชุมชนที่ในอวกาศ

ตัวอย่างนี้ผมยกจากห้องเรียนของคนอินเดีย แต่จริงๆแล้วความแรงไม่ใช่เรื่องของเชื้อชาติ

I’m sure you would rather not have my money!” ฝรั่งร่างท้วมคนหนึ่งตะโกนลั่น ก่อนเดินปึงปังออกจากร้าน Secret Recipe สถานที่กินข้าวกลางวันมื้อแรกของผม

พนักงานในร้านมองหน้ากันอย่างงงๆ แล้วก้มหน้าทำงานต่อไป

If I were your manager, I would be very upset with you people!
แกเดินย้อนกลับมากระแทกอีกเหมือนยังไม่สะใจ
... You must be the most bloody famous restaurant in the world!

 

ใครว่าคนตะวันตกประชดไม่เป็น

 

คือตรงที่แกอยากจะนั่งน่ะ เค้าเอาป้ายกั้นไว้ว่ายังไม่เปิดให้บริการ นัยว่าโต๊ะข้างล่างยังมีก็นั่งให้เต็มก่อน แต่เผอิญมันเหลือแค่โต๊ะสองโต๊ะ แกคงไม่อยากนั่ง เลยพยายามจะเหวี่ยงขึ้นไปนั่งข้างบนให้ได้

อยากรู้จังว่าถ้าพนักงานในร้านเป็นฝรั่งเหมือนกัน แกจะวีนอย่างนี้ไหม? หรือทำได้เพราะเห็นเป็นเอเซีย?

ของเค้าแรงจริงครับคุณผู้อ่าน!

 



ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์
Principal Partner of Slingshot Group
&Director of The Iclif Leadership Centre

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 24 ต.ค.59