จริงไหมที่ว่ามนุษย์ใช้พลังสมองของตนแค่ 10% ?

ตัวเลขผมอาจคอนเฟิร์มไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ คือวิทยาศาสตร์บอกเราว่าสมองมีสองส่วนสมองส่วนหน้าแห่งเหตุผล และสมองส่วนหลังแห่งอารมณ์

ส่วนแรกมีเพียงน้อยนิด เทียบได้เหมือนเศษสตางค์ติดกระเป๋า หากส่วนที่สองเรามีมหาศาลเปรียบเหมือนจีดีพีของประเทศน่าเสียดายคือโลกแห่งการทำงานหลายครั้งให้ความสำคัญกับเหตุผลเสียจนละเลยความมหัศจรรย์แห่งอารมณ์

อาจารย์คะ ทำอย่างไรให้เราใช้สมองได้อย่างเต็มศักยภาพ? ” เป็นคำถามที่ผมพบเสมอยามอยู่กับผู้บริหาร

ที่ผ่านมาคำตอบของผมเป็นเพียงคำแนะนำเพื่อดูแลสมองส่วนหน้าให้แข็งแรงแต่วันนี้จะเฉลยคำถาม 3 ข้อ อันเป็นเสมือนรหัสลับระเบิดสมองส่วนหลังของคุณผมประยุกต์จากหนังสือเรื่อง Too Many Bosses, Too Few Leaders ของ Rajeev Peshawaria

1) What makes you happy? sad? or angry? อะไรทำให้คุณมีความสุข รู้สึกเสียใจ หรือโกรธ นี่คือจุดเริ่มต้นแห่งการจุดประกายพลังให้สมอง ก่อนจะเขียนถึงคุณผู้อ่าน ผมทดลองคำถามนี้หลายต่อหลายครั้งแล้วกับผู้เรียนในห้อง สามคำถามนี้ถามทีไรคนเรียน ‘เกิดอารมณ์’ เสมอไม่ว่าไทยหรือต่างชาติ โดยเฉพาะยามพูดถึงความเสียใจและความโกรธ

ผมเกลียดการประเมินแบบ Forced Rank มันเป็นวิธีการจัดการโง่ๆ ที่บังคับให้หัวหน้าต้องเปลี่ยนคะแนนลูกน้อง เราสร้างทีมสปิริตกันมาทั้งปี แต่ต้องมาพังพินาศเมื่อลูกน้องคิดว่าคำพูดของผมเชื่อถือไม่ได้ ” ผู้จัดการกล่าวด้วยน้ำเสียงกร้าว

ฉันเสียใจที่ต้องปฏิเสธลูกค้าว่า มันเป็นนโยบายบริษัท ทั้งๆที่คำขอของเขาไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย

2) What is the level of pain or joy? Does it move you enough to create a better future คุณรู้สึกรุนแรงกับมันขนาดไหน? พร้อมจะใช้มันเพียงใดเพื่อขับเคลื่อนตัวเองสู่เป้าหมายข้างหน้า? นี่คือพลังงานอัดอั้นอยู่ในสมองเหมือนน้ำที่ถูกกักเก็บไว้ด้วยเขื่อน คือเหตุผลว่าทำไมผู้นำที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่หลายคนมาจากอดีตอันขมขื่นอารมณ์คุกรุ่นจากประสบการณ์เหล่านั้นกลายเป็นแรงมหาศาลที่ผลักดันให้เขามุ่งไปข้างหน้าได้โดยไม่ยอมแพ้

เขาบอกฉันว่าคนไม่จบมหาวิทยาลัยไม่สามารถเป็นผู้บริหารได้ ฉันจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าปริญญาชีวิตก็มีความหมายไม่ต่างจากปริญญาในห้องเรียน

Mark my words: One day I’ll do something for my King. I don’t know yet what that something will be. But when it is done you will know.

คือคำสัญญาของพี่หนึ่ง วิทิตนันท์ โรจนพานิช คนไทยคนแรกผู้พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ด้วยแรงบันดาลใจแห่งความรักของพสกนิกรคนหนึ่งสู่ในหลวงอันเป็นที่รักยิ่ง

3) Who is the better future for? คำถามนี้ดูเหมือนง่ายแต่ตอบยาก คนหลายคนไม่มีความฝันใหญ่โตว่าเราจะเปลี่ยนโลก แค่อยากดูแลครอบครัวเล็กๆของตัวเองให้มีความสุข อย่างนั้นแปลว่าเราเป็นผู้นำได้ไหม? คำตอบง่ายเช่นกันคือได้ Leadership ไม่ได้แปลว่าผู้นำที่ยิ่งใหญ่แต่มันหมายถึงการมุ่งมั่นสู่เป้าหมายเพื่ออนาคตที่ดีกว่าผมเองทำงานเพราะอยากให้ผู้บริหารชาติอื่นรู้จักคนไทยและสร้างเด็กน้อยสองคนให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีประโยชน์ต่อสังคม คิดดีทำดี โดยไม่เบียดเบียนใคร

สุดท้ายฝากด้วยข้อคิดจาก The Purpose Economy โดย Arron Hurst ซึ่งกล่าวถึงความหมายของ Leader’s Purpose ผมสรุปมาเสนอ (แบบเณรน้อยอิกคิวซัง) ต่อคุณผู้อ่านครับ

ปุจฉา เป้าหมายของผู้นำต้องยิ่งใหญ่เสมอไปหรือไม่? วิสัจฉนา ไม่จำเป็น เป้าหมายคือวิธีการทำงานที่มุ่งมั่นไม่ย่อท้อ Purpose is a verb

ปุจฉา เป้าหมายเป็นเรื่องของคนที่รายได้สูง ไม่ต้องกังวลปากท้องแล้วหรือเปล่า?

วิสัจฉนา ไม่ใช่ คนทุกคนต้องมีเป้าหมาย

ปุจฉา เป้าหมายเป็นการ ‘ บรรลุ ’ ความกระจ่างของชีวิตใช่ไหม? วิสัจฉนา ไม่เชิง

เป้าหมายเป็นการเดินทางไม่ใช่คำตอบ ผู้นำที่ประสบความสำเร็จล้วนมีเป้าหมายอันไม่หยุดนิ่ง

ปุจฉา ผู้โชคดีเท่านั้นจะได้ทำงานซึ่งสร้างคุณค่าคนอย่างเราๆท่านๆเอาแค่หน้าที่รับผิดชอบก็พอ? วิสัจฉนา ไม่จริงงาน (เกือบ) ทุกอย่างสร้างคุณประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จงค้นหาสิ่งนั้นในงานของคุณเพื่อสร้างพลังให้สมอง

สุดท้าย ปุจฉา เป้าหมายไม่ใช่เรื่องยาก ใครๆ ก็ตั้งกันทุกปีขนาดองค์กรยังกำหนดให้พนักงานทุกคนตั้งเป้าหมาย? วิสัจฉา เป้าหมายที่แท้จริงไม่ง่ายต้องอาศัยการค้นหา ทบทวน และกล้าจริงใจกับตนเองหลายคนล่วงเข้าวัยกลางคนกว่าจะค้นพบว่าสิ่งที่ทำให้ตนเองลุกขึ้นทุกเช้าคืออะไร บางคนไม่เคยพบเลยก็มี

อยากไขรหัสระเบิดสมอง จงหาคำตอบของคุณต่อคำถาม 3 ข้อข้างต้นให้พบครับ!

 




ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์
Slingshot Group
& The Iclif Leadership Centre

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 17 เม.ย 60