เราเป็นผู้นำผู้ ‘ นำ ’ หรือเรากำลังเป็นเพียงผู้นำผู้ ‘ ตาม ’ ?

Leadership development, sadly, has been training people to become followers” กล่าว Rajeev Peshawaria, CEO ของ The Iclif Leadership and Governance Centre ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Too Many Bosses, Too Few Leaders

เรากำลังจัดหลักสูตร Emerging Leaders ให้กับธนาคารยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ผู้เข้าร่วมเดินทางมาจากนานาประเทศในเอเชีย

องค์กรทั่วโลกใช้เงินกว่า 80,000 ล้านเหรียญในการพัฒนาผู้นำ แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือผู้ตามมากมาย Followship + Pleasing ไม่ใช่ Leadership แค่ตามกระแสและประจบนาย ไม่ใช่การกระทำของผู้นำ ราจีฟบอกว่า ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เราถูกสอนให้คิดว่าการเป็นผู้ตามเป็นสิ่งดี เช่น พ่อแม่ทั่วไปมักชอบเมื่อลูกเชื่อฟังคำสอน เด็กที่คิดต่างและต่อต้านถูกมองว่าดื้อ หัวแข็ง พวกเขาจึงโตมาด้วยความเชื่อว่าควรทำตาม

เวลาไปเรียนหนังสือ ครูก็มักชมเชยและให้รางวัลนักเรียนที่เชื่อฟังคำสอนของครู เด็กที่นั่งหน้าห้องและตั้งหน้าตั้งตาท่องหนังสือโดยไม่โต้เถียงครู มักได้เกรดดีกว่าเด็กหลังห้องซึ่งมีความเห็นที่แตกต่าง นักเรียนจึงเรียนจบมาด้วยความเชื่อว่าควรทำตาม

อาจารย์ท่านหนึ่งเคยประกาศในห้องว่า คุณไม่ต้องเชื่อตามสิ่งที่ผมสอน ให้เขียนรายงานส่งตามที่คุณคิด... CEO เล่าพลางหัวเราะพลาง

...ปรากฏว่าพวกเพื่อนๆที่พากันเขียนส่งตามความคิดของตนเอง ได้ C กันเป็นแถว แต่พี่ชายผู้มากประสบการณ์ของผมกระซิบว่า อย่าไปเชื่อที่อาจารย์บอก ให้เขียนตามแกสอนนั่นแหละ ทั้งชั้นเลยมีผมคนเดียวที่ได้ ” ตามผู้ใหญ่สุนัขไม่กัด ดังสุภาษิตว่าไว้เป๊ะ

พอมาถึงเวลาทำงาน หัวหน้าจึงอดไม่ได้ที่จะชอบลูกน้องผู้ทำตามวิธีคิดของตนเอง และลงโทษคนที่ออกนอกแถว สิ่งมีชีวิตอันวิวัฒนาการได้อย่างลูกน้องจึงเรียนรู้สูตรสำเร็จว่า วิธีเติบโตสู่ตำแหน่งผู้นำในองค์กรนั้นต้องหมั่นท่อง “ช่ครับพี่ ดีครับนาย ได้ครับท่าน ” เอาไว้ให้ขึ้นใจ

องค์กรเลยมีแต่ ผู้นำผู้ตาม เต็มไปหมด ทั้งๆที่หมดเงินไปกับการพัฒนาไม่รู้เท่าไหร่

อยากให้อาจารย์ยกตัวอย่างที่คนอื่นเอาไปทำแล้วสำเร็จ ” เป็นคำขอสุดฮิตของ HR เวลารับบรีฟ ประโยคนี้ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่หากลองคิดให้ถี่ถ้วน มันเป็นการสร้างหลักคิดแบบผู้ตาม ไม่ใช่ผู้นำ ทั้งที่ชื่อหลักสูตรคือการพัฒนาภาวะผู้นำ

There is something wrong with this picture. Don’t you think? คือคำถามปิดท้ายของราจีฟ

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

1. I’m not talking about extremes คำถามนี้ตั้งเพื่อพิจารณาจุดยืนมิใช่สุดโต่ง ผมเห็นด้วยว่าเราไม่ต้องการให้องค์กรมีแต่ผู้นำ 100% มิฉะนั้นทุกอย่างจะวุ่นวายและคงไม่มีใครยอมปฏิบัติตามใคร แต่หากเราขีดเส้นในกระดาษ มุมหนึ่งเขียนว่าผู้นำ 100% และอีกมุมเขียนผู้ตาม 100% ตอนนี้องค์กรของเรากำลังยืนอยู่ตรงไหนบนเส้นนี้ จุดที่อยู่มันเหมาะสมหรือเปล่ากับโจทย์ในปัจจุบัน

ผมเคยตั้งคำถามกับองค์กรหนึ่งซึ่งมีสมาชิกร่วมพันคนว่า “เรามีผู้นำสักกี่คน? ” คำตอบที่ได้คือสามสิบ หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เท่ากับ 3% จริงอยู่ในอดีตเราอาจเติบโตมาได้ด้วยโมเดลแม่ทัพบัญชาการแบบนี้ แต่ในอนาคตอัตราส่วนนี้จะยังเป็นคำตอบอยู่หรือเปล่า?

2. Leaders are made ผู้นำสร้างได้ มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นผู้ตาม เด็กทุกคนเกิดมาเพื่อดื้อ พฤติกรรมของลูกชายและลูกสาวของผมเป็นเครื่องยืนยันถึงจุดนี้ สังคมและสภาพแวดล้อมต่างหากคือตัวแปรที่เปลี่ยนพวกเขาให้เป็นผู้ตาม งั้นหากอยากให้คนของเราเป็นผู้นำ เราก็ต้องฝึกให้เขาเป็นผู้นำ เมื่อสมัยผมเรียนมัธยมอยู่ต่างประเทศ พ่อแม่คนอื่นโอนเงินค่าเทอมตรงเข้าโรงเรียน และโอนเบี้ยเลี้ยงให้ลูกเป็นรายเดือน แต่คุณพ่อผมเอาทุนทั้งหมดเข้าบัญชี แล้วยื่นสมุดให้ “นี่คือเงินค่าเล่าเรียนของเจ้า จัดการเอาเอง ถ้าใช้หมด ก็ไม่ต้องเรียน ” เป็นคำบอกเรียบง่าย

3. Values and Purpose ผู้นำที่ดีต้องสร้างอนาคตที่ดี บนฐานของคุณค่าและเป้าหมายอันยิ่งใหญ่เกินตนเอง “I joined the bank to make people’s lives better ผมเลือกทำงานแบงค์เพราะอยากช่วยคนให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ผมเกิดพลังมหาศาลยามเห็นธุรกิจเล็กๆได้รับเงินสนับสนุน เมื่อเห็นว่าพวกเขาดีใจแค่ไหนที่สามารถทำให้ครอบครัวมีความสุข... ” ผู้จัดการธนาคารรายหนึ่งแชร์ “...น่าเสียดายที่เคสแบบนี้ นับวันจะมีน้อยลงทุกที 

ถึงเวลาหรือยังครับ ที่เราจะช่วยกันสร้างผู้นำผู้นำ ไม่ใช่แค่ผู้นำผู้ตาม?
 





ดร.ธญั ธารงนาวาสวสัด์ิ
Principal Partner of Slingshot Group
& Director of The Iclif Leadership Centre

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 7 พ.ย.59