ต้องล้มจึงลุก

ผู้นำหลายคนล้มมาก่อนลุก

ครั้งแรกที่ฉันถูก... ข่มขืน ฉันเพิ่งอายุ 11 ปี  ” หญิงสาวเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า

น้าชายแท้ๆของฉันเอง ตอนนั้นเราเพิ่งย้ายไปอาศัยกับครอบครัวของเขา บ้านเดิมของเราเป็นที่ซ่องสุมของพวกมาเฟีย รอบตัวมีแต่พวกค้ายา ปล้น ฆ่า แม่จึงตัดสินใจย้าย ไปขออยู่กับครอบครัวน้องชายอีกเมืองหนึ่ง เพื่อจะให้เราปลอดภัย... ” ประโยคสะดุดด้วยเสียงสะอื้น

ปลอดภัย ตั้งแต่โตมาฉันไม่เคยรู้จักเลยว่าคำนี้แปลว่าอะไร ขนาดแม่แท้ๆของฉันเองยังบอกง่ายๆว่าลืมเสียเถอะ มันผ่านไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร 

ผมพบกับ Norma Bastidas ที่บ้านผู้บริหารในงานเลี้ยงขอบคุณแขกรับเชิญ เธอเป็นผู้หญิงที่สวยมาก ผิวสีน้ำผึ้ง สูงสง่า ดวงตาเฉียบคมสมเป็นเชื้อสายชาวลาตินแม้จะย่างเข้าวัยสี่สิบปลายและเป็นคุณแม่ของลูกชายวัยยี่สิบกว่า นอร์ม่าก็ยังปราดเปรียว รูปร่างสมส่วนแข็งแรงเหมือนนักกีฬา แต่บนความสวยนั้นมีอะไรบางอย่างที่ดูขัดๆ รอยยิ้มร่าเริงมีร่องรอยความเหนื่อยล้าซ่อนอยู่เป็นความกร้านชีวิตที่ผมเริ่มเข้าใจจากการได้ฟังเรื่องราวของเธอ

ตั้งแต่เล็ก นอร์ม่าวิ่งตามหาความสุขและความปลอดภัยมาโดยตลอด

พอเรียนจบมัธยมอายุ 19 มีแมวมองมาติดต่อไปเดินแบบที่ญี่ปุ่น ฉันรู้สึกเหมือนเจ้าหญิงเลยตอนนั้น จะได้ไปต่างประเทศ ไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า มีเงินทอง ชื่อเสียง พ้นไปจากนรกที่อยู่นี่เสียที ” สวรรค์ในฝันของเธอกลายเป็นนรกขุมลึกลงกว่าเดิม งานเดินแบบที่ญี่ปุ่นกลายเป็นงาน ‘รับแขก ’ นอร์ม่าถูกยึดพาสปอร์ตและขายให้คลับแห่งหนึ่งนายหน้าบอกว่าเธอมีหนี้ก้อนโตจากค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ต้องทำงานชดใช้ด้วยการให้บริการแขกทั้งหนุ่มและแก่ ชั่วข้ามคืนเธอกลายเป็นทาส “ฉันมีลมหายใจแต่ไม่มีชีวิต ” เวลาผ่านไปกว่าสองปีเธอจึงหนีออกมา และได้เดินทางกลับบ้าน

ฉันเป็นนักวิ่งค่ะ ” เธอบอกง่ายๆ “ฉันรู้สึกว่าในตัวมีพลังบางอย่างอยู่ข้างใน พลังลบที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ร้ายๆเหล่านั้น หากไม่ปลดปล่อยด้วยการวิ่ง มันจะออกมาในรูปอื่น ในแบบที่ไม่มีประโยชน์ต่อใครเลย ทั้งตัวฉันเองและคนรอบข้าง ” ชีวิตแต่งงานของเธอพังทลายเพราะแผลเป็นจากอดีต

ในปี 2014 นอร์ม่าทำลายสถิติ Triathlon ของโลกด้วยระยะทาง 3,762 ไมล์ หรือ 6,054 กิโลเมตรโดยใช้เวลาเพียง 65 วัน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือเธอเลือกเส้นทางจากเม็กซิโกไปวอชิงตันดีซี มันคือถนนหลักสายหนึ่งของขบวนการค้ามนุษย์ “I run to fight human trafficking ฉันไม่สามารถแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วได้ แต่การใช้พลังที่มีกับภารกิจนี้ อาจทำให้ผู้เคราะห์ร้ายรายอื่นๆรู้สึกแข็งแรงขึ้นกล้าสู้กับสิ่งที่ตนเองผจญ และกล้าที่จะป้องกันไม่ให้สิ่งนี้เกิดกับใครอีก 

ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง

1. Energy comes from potential ทางวิทยาศาสตร์พลังงานเกิดขึ้นจากการ สะสม ’อะไรบางอย่าง เช่น เขื่อนที่กักเก็บน้ำไว้เป็นปริมาณมหาศาล และปล่อยมันออกมาเพื่อใช้ปั่นกระแสไฟฟ้า หรือ ผักที่แปลงแสงอาทิตย์เป็นส่วนประกอบของใบและลำต้น เพื่อให้สัตว์อื่นกินเป็นอาหาร ผู้นำก็เช่นกัน นอร์มามีพลังมหาศาลจากการอัดอั้นประสบการณ์เลวร้ายในอดีตมากว่ายี่สิบปี I became an incredible runner because of the incredible amount of stress that I had

2. Channel the energy ผู้นำเลือกได้ว่าจะใช้พลังงานที่อั้นอยู่ภายในไปทางใดนอร์มาเลือกใช้มันในการวิ่งเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ประสบภัยคนอื่นๆ เธอเลือกไตรกีฬาเพราะเส้นทางค้ามนุษย์จากเม็กซิโกไปอเมริกาต้องข้ามอ่าวปัญหาคือนอร์มาว่ายน้ำไม่เป็น ผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตัดสินใจหัดว่ายน้ำ ไม่ใช่ในสระแต่กลางทะเลลึก เพื่อจะใช้พลังของเธอในการสร้างสรรค์ประโยชน์ สองกิโลสุดท้ายของเส้นทางมหาโหด เธอวิ่งเข้าเส้นชัยพร้อมๆกับเหยื่อ Human trafficking หลายสิบคน

3. ลุกทั้งที่ไม่ล้ม ได้ไหม? ความสงสัยส่วนตัวของผมคือ จำเป็นไหมว่าเราต้องล้มก่อนจึงลุกได้? หลายเรื่องราวที่น่าทึ่งของผู้นำเกิดขึ้นกับคนที่เคยมีชีวิตยากลำบาก Howard Schultz โตมาในบ้านเอื้ออาทร Oprah Winfrey หนีออกจากบ้านและมีลูกตอนอายุสิบสี่ พ่อแม่แท้ๆของ Steve Jobs ยกเขาให้คนอื่นเลี้ยงดู บุคคลเหล่านี้ใช้ปมปัญหาจากอดีตเพื่อขับเคลื่อนตัวเองไปสู่ความสำเร็จสิ่งที่น่าคิดคือมันจำเป็นไหมที่ต้องเป็นแบบนั้น? คน ‘ธรรมดาๆ ’ อย่างเราๆ ท่านๆ สามารถสร้างพลังขับเคลื่อนมหาศาลแบบเดียวกันโดยไม่ต้องล้มได้ไหม? เก็บไว้เป็นการบ้านสมองต่อไปครับ

 



ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์
Slingshot Group
& The Iclif Leadership Centre

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 9 ม.ค 60